“…..ฝ่ายกัมพูชามักมีการละเมิดกรอบดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาได้ตามเจตนารมณ์ และนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่….”
@@@……สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “Military Key” ทางเว็บไซต์ https:// thekey.news ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 21 มี.ค.69 สถานการณ์การสู้รบของอิหร่านส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยสูงขึ้น แม้ว่ารัฐบาลและหน่วยงานด้านพลังงานจะออกมายืนยันว่าน้ำมันมีเพียงพอกับความต้องการของประชาชนก็ตาม

@@@……กองทัพบก….พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อสาธารณะ โดยระบุว่า กัมพูชานำเข้าน้ำมันจากไทยโดยใช้เส้นทางอ้อมผ่าน สปป.ลาว โดยอ้างอิงจากคลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์บางส่วนของ นายซอ โซะปุดตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงเตรง ประเทศกัมพูชานั้น ว่า ประการแรก กองทัพบกขอยืนยันว่า มาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ผ่านจุดผ่านแดนถาวรตามแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี ยังคงมาตรฐานการตรวจสอบและควบคุมการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงทางการ สปป.ลาว อย่างเข้มงวด ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด ประการที่สอง จากการตรวจสอบคลิปการให้สัมภาษณ์บางส่วนของ นายซอ โซะปุดตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงเตรง และข้อมูลที่เผยแพร่โดยสื่อกัมพูชาในประเด็นดังกล่าวพบว่า คลิปที่เผยแพร่ในสื่อสาธารณะนั้นมีการแปลภาษาไทยที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะการระบุถึงเรื่องการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากไทย จนนำไปสู่การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในเวลาต่อมา
@@@……สำหรับข้อความแปลที่ถูกต้อง คือ “…ยอมรับว่าในขณะที่เรามีปัญหากับประเทศไทย สินค้าไทยบางประเภทได้ผ่านแดนจากประเทศลาวเข้าสู่กัมพูชา ซึ่งมีอยู่จริงเพราะว่าเราไม่สามารถปิดกั้นสินค้าเหล่านั้นไม่ให้เข้าสู่กัมพูชาได้ และรัฐบาลกัมพูชาก็ไม่สามารถออกคำสั่งอย่างเป็นทางการห้ามนำเข้าสินค้าได้ เนื่องจากกัมพูชาเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เพราะฉะนั้นกัมพูชาไม่สามารถปฏิเสธสินค้าจากประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกมายังประเทศของตนได้ เพราะหากทำเช่นนั้นจะถูกกดดัน……..” ทั้งนี้ ข้อมูลบางประเด็นควรมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนการเผยแพร่และรับชม เนื่องจากยังคงพบข่าวปลอมหรือการบิดเบือนข้อมูลที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจนปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้ติดตามข่าวสารจากช่องทางหลักของทางราชการเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน
@@@……สถานการณ์ชายแดนไทย- กัมพูชา…..พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาออกแถลงการณ์ประท้วง โดยกล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยมีการรุกล้ำอธิปไตยและดำเนินกิจกรรมก่อสร้างในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้นกองทัพบกขอยืนยันว่าการปฏิบัติของหน่วยทหารไทยที่มีการกล่าวถึงนั้น ดำเนินการอยู่ภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย และอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย โดยเป็นไปตามเงื่อนไขการหยุดยิงในแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568ที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลังไว้ ณ ตำแหน่งปัจจุบันก่อนที่จะมีการหยุดยิง
@@@……สำหรับกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 นั้น กองทัพบกขอเรียนชี้แจงว่า ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชามักมีการละเมิดกรอบดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาได้ตามเจตนารมณ์ และนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่ จนถึงขั้นมีการปฏิบัติการทางทหารต่อกันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในสภาพการณ์ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายจึงมุ่งยึดถือข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นหลักในการควบคุมสถานการณ์
@@@……ส่วนที่ฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติกิจกรรมในการปรับปรุงพื้นที่ และก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ดังกล่าว และให้ปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศนั้น กองทัพบกขอเรียนว่า กิจกรรมของหน่วยทหารไทยเป็นการดำเนินการที่มีความจำเป็นทางทหาร เพื่อการเฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัย และเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่ปฏิบัติงาน ภายหลังจากที่มีเหตุการณ์การปฏิบัติการทางทหารต่อกันในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเองก็มีการดำเนินการในลักษณะไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมิได้มีเจตนาในการยกระดับสถานการณ์แต่อย่างใด
@@@……ในกรณีที่ฝ่ายกัมพูชายืนยันความมุ่งมั่นในการแสวงหาทางออกผ่านกระบวนการสันติวิธี โดยอาศัยกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงทวิภาคีนั้น กองทัพบกขอยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวเป็นหลักการเดียวกับที่ฝ่ายไทยยึดถือ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคี ภายใต้สถานการณ์และห้วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดน ทั้งนี้ กองทัพบกขอย้ำว่าไทยยึดมั่นการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ มุ่งรักษาเสถียรภาพ ไม่ยกระดับสถานการณ์ และยืนยันการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีมาอย่างต่อเนื่อง

@@@……ตรวจเยี่ยมพื้นที่…..พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกและรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาของกองทัพบก และ กอ.รมน. (ส่วนกลาง) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคง ตามขอบเขตความรับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) โดยมี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ให้การต้อนรับ
@@@……โดยผู้บัญชาการทหารบกและคณะฯ ได้ตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ณ ค่ายจุฬา ภรณ์ อ.เมือง จ.นราธิวาส พร้อมร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการปฏิบัติงานที่สำคัญของหน่วยขึ้นตรง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ณ ห้องประชุมสโมสรร่มเกล้า ค่ายจุฬาภรณ์ จากนั้นเดินทางไปยังกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 5 กองบังคับการควบคุมสุริโยทัย อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อตรวจเยี่ยมและรับฟังบรรยายสรุปของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือที่ 33 และกองบังคับการควบคุมสุริโยทัย ซึ่งเป็นหน่วยในสังกัดกองทัพบกและกองทัพเรือที่ได้บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่ เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย สกัดกั้นและปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งถือเป็นกำลังแนวหน้าที่สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงาน พร้อมพบปะให้กำลังใจกำลังพลหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังเฉพาะกิจของกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในพื้นที่ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

@@@……การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกส่วนที่มุ่งมั่นทุ่มเทปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือนของปีงบประมาณ 2569 โดยเน้นย้ำว่าการทำงานในพื้นที่จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันในหลายมิติ ทั้งงานด้านยุทธวิธีและการข่าว ขอให้หน่วยติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์รอบด้าน พร้อมประสานการปฏิบัติกับ กอ.รมน. (ส่วนกลาง) และส่วนราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนดอย่างเหมาะสมและรัดกุม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของกำลังพล และหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ให้มากที่สุด ซึ่งในปีนี้มุ่งเน้นความเป็นเอกภาพในการทำงาน โดยมีหน่วยเฉพาะกิจจังหวัดเป็นแกนหลักในการควบคุมและบูรณาการปฏิบัติงานในพื้นที่ ขอให้ผู้บังคับหน่วยกำชับกำลังพลให้ศึกษาในบทบาทหน้าที่และภารกิจหน่วย รวมทั้งแผนการปฏิบัติต่างๆ ตลอดจนนโยบายของผู้บังคับบัญชาทุกระดับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การปฏิบัติในพื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด มีผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ร่วมขับเคลื่อนสันติสุขให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดอย่างแท้จริง

@@@……กองบัญชาการกองทัพไทย….พล.ต. วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย แถลงจุดยืนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นนโยบาย “สร้างสมดุล” ระหว่างการป้องกันประเทศและการรักษาความมั่นคง ยึดหลักข้อเท็จจริงและความโปร่งใส เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจร่วมกัน สำหรับสาระสำคัญของแนวทางดำเนินการ มีดังนี้ 1. ยึดมั่นข้อเท็จจริง เดินหน้าสันติวิธี โดย กองทัพไทยเชื่อว่า ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยลดความขัดแย้ง ยืนยันไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มต้น และไม่มีเจตนายกระดับสถานการณ์ พร้อมยึดแนวทางสันติวิธีและความอดทนอดกลั้น 2. ใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล ถึงแม้จะมีการเจรจา แต่ไทยยังคงมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ หากอธิปไตยหรือความปลอดภัยของประชาชนถูกคุกคาม กองทัพพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง
@@@……3. สนับสนุนกลไกอาเซียนและความร่วมมือทวิภาคี โดยไทยพร้อมสนับสนุนบทบาทอาเซียนในการสร้างความไว้วางใจ และพร้อมหารือกับฝ่ายกัมพูชาในทุกระดับ ผ่านกลไกที่มีอยู่ ได้แก่ JBC, GBC และ RBC เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน 4. สื่อสารโปร่งใส ควบคู่ภารกิจมนุษยธรรม โดยกองทัพไทยขอความร่วมมือทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่เพิ่มความตึงเครียด พร้อมผลักดันภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ลดความสูญเสีย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ กองทัพไทยยืนยันจะรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง ควบคู่การใช้การทูตอย่างโปร่งใส โดยเชื่อมั่นว่า “ความจริงใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง” คือกุญแจสำคัญสู่เสถียรภาพและสันติภาพที่ยั่งยืนของภูมิภาค

@@@……ตรวจเยี่ยม….พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทางทหาร และคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการตรวจเยี่ยมของผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทางทหาร เน้นย้ำการปกป้องรักษาอธิปไตยของประเทศไทย การปฏิบัติภารกิจป้องกันชายแดนตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้ การดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินให้กับประชาชน ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ เพื่อให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยปฏิบัติงานสนาม ที่มีความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทำให้ภารกิจทั้งหลายสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พร้อมทั้งขอให้กำลังพลทุกนายมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อเสริมสร้างกองทัพให้เป็นปึกแผ่นที่มีศักยภาพต่อไป

@@@……กองทัพเรือ....พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.) ยังคงปฏิบัติภารกิจเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดตราด ได้แก่ บ้านชำราก และบ้านหนองรี ตำบลชำราก รวมถึงบ้านท่าเส้น ตำบลแหลมกลัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปะทะในช่วงที่ผ่านมา จากการปฏิบัติการพบว่ายังคงมีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่ในพื้นที่อีกเป็นจำนวนมาก โดยเป็นทุ่นระเบิดที่มีลักษณะและแหล่งที่มาสอดคล้องกับทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชาจากสถานการณ์การสู้รบในอดีต อันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

@@@……ทั้งนี้ นปท.ทร. ได้รับการสนับสนุนเครื่องจักรกวาดล้างทุ่นระเบิดแบบ GCS-200 จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.ศบท.) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และเร่งรัดการคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด กองทัพเรือขอยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายทุ่นระเบิดหรือวัตถุระเบิด โปรดหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ และแจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันทีเพื่อดำเนินการอย่างปลอดภัยตามขั้นตอนต่อไป
…………..
คอลัมน์ : “Military Key”
โดย.. “รหัสมอร์ส”



















