สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 2 พรรคการเมืองใหญ่ ที่ตั้งเป้าจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น จัดกิจกรรมทางการเมืองในวันเดียวกัน…โดยไม่ได้นัดหมาย ถือว่า มีนัยยะทางการเมืองมากพอสมควร
โดยเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 68 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2568 ณ ที่ทำการพรรค โดยหลายคนให้ความสนใจ เพราะมีข่าวก่อนหน้านั้น จะมีการเปิดตัวบรรดา “แกนนำบ้านใหญ่” ที่ตัดสินใจจะเข้ามา ร่วมงานทางการเมืองกับ พรรคสีน้ำเงิน ซึ่งในที่สุดก็ไม่ผิดคาด เพราะมีบรรดานักการเมือง นักการเมืองรุ่นใหญ่ ปรากฏตัวยืนยันย้ายเข้าสังกัด “ภท.” จริงๆ
แม้กระทั่ง “วราวุธ ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ค่ายใหญ่จาก จ.สุพรรณบุรี ยังพา สส.ในสังกัด เข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรคสีน้ำเงิน
โดยบรรดาบ้านใหญ่ต่าง ๆ ที่ปรากฏตัวอย่างชัดเจน นอกจาก “วราวุธ” ยังมี “สนธยา คุณปลื้ม” แกนนำกลุ่มชลบุรี, “ปิยะ ปิตุเตชะ” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ระยอง รวมไปถึง “สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรฯ ยังพา “ชัยยะ อังกินันทน์” นายก อบจ.เพชรบุรี, “ธิวัลรัตน์ อังกินันทน์” สส.เพชรบุรี เขต 1, “ฤกษ์ อยู่ดี” สส.เพชรบุรี เขต 2, “จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล” สส.เพชรบุรี เขต 3 จาก พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มาร่วมงานกับ “ภท.” ด้วย

นอกจากนี้ระหว่าง “อนุทิน” กำลังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ปรากฏว่า “สรัสนันท์ อรรณนพพร” สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย (พท.) และ “สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” สส.อุบลราชธานี พท. ลูกสาว “เฮียกุ่ย-ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ” ซึ่งสวมเสื้อฟุตบอลสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้มาปรากฏตัวที่หน้าพรรค ภท.
ภายหลัง “อนุทิน” ให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น ได้นำทั้ง 2 คนมาเปิดตัวกับสื่อมวลชน ซึ่งก่อนหน้านี้ สส.ทั้ง 2 คน เคยมาร่วมเปิดตัวจะลงสมัคร สส. ในนามพรรค “พท.” ไปแล้ว
“อนุทิน” ตอบคำถาม…หลังมีบรรดานักการเมืองต่างพรรค เข้าร่วมงานกับ “ภท.” จะมีปัญหาเรื่องเอกภาพภายในพรรคหรือไม่ว่า “ไม่มีกลุ่มมีก๊วน มีก๊วนเดียว ก๊วนหนูนี่แหละ ทุกคนเรียกผมพี่หมด และนายสุชาติ ชมกลิ่น ก็บ้านติดกัน คุยกันทุกคืน จะไปไหนผมก็ตามถึงบ้าน” และยังตอบคำถามที่ว่า ฝันต่อไปคือการได้กลับมาเป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าใช่หรือไม่ว่า “ฝันต่อไปคือขอให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มาก นั่นคือความฝันอันสูงสุด”
เมื่อถูกถามถึงกลยุทธ์ที่จะทำให้ “ภท.” เป็นพรรคอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งหน้า “อนุทิน” ตอบว่า “เราร่วมกันทำงานและทำงานกันอย่างเต็มที่ นโยบายอะไรที่สัญญาไว้กับประชาชน ก็ทำให้เต็มที่ ให้ประชาชนเห็น เห็นแล้วก็คงจะมั่นใจและได้รับความไว้วางใจ”
ต้องยอมรับนาทีนี้ บรรดานักการเมืองบ้านใหญ่ ต่างย้ายเข้ามาเป็นสมาชิก “ภท.” มากที่สุด โดยก่อนหน้านั้น “ชุมพล จุลใส” อดีต สส.หลายสมัย จ.ชุมพร พร้อม “สุพล จุลใส” สส.ชุมพร และ “วิชัย สุดสวาทดิ์” สส.ชุมพร จาก “รทสช.” พา “นายกโต้ง-นพพร อุสิทธิ์” นายก อบจ.ชุมพร และ ทีม อบจ.ชุมพร ใส่เสื้อแจ็คเก็ต ที่เขียนด้านหลังว่า “พลังชุมพร” มาสมัครเป็นสมาชิก “ภท.”
นอกจากนี้ “โกหนอ-สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” อดีต สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 4 สมัยแห่งบ้านใหญ่ จ.ตรัง บิดา “สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ” สส.ตรัง 2 สมัย ก็ยกทีมมาเข้าเป็นสมาชิก “ภท.” เช่นกัน
สำหรับในพื้นที่ จ.สงขลา ชัดเจนแล้วว่า “เพชร-สรรเพชญ บุญญามณี” สส.ปชป.เขต 1 ลูกชาย “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีตรองหัวหน้าพรรค ปชป. และอดีต สส.ปชป.หลายสมัย จะย้ายไปสังกัด “ภท.” รวมทั้ง “สมยศ พลายด้วง” สส. เขต 3 พรรค ปชป. ซึ่งเป้าหมายของ “ภท.” หวังได้สส.มากที่สุด เพราะเชื่อว่า พรรคประชาชน (ปชน.) น่าจะได้จำนวน สส.น้อยกว่าเดิม เพราะเลยจุดที่ได้กระแสความนิยมสูงสุดมาแล้ว

เนื่องจากในช่วง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้จำนวน สส.ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ถึง 151 คน จนมาถึงในยุค “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค ปชน. กระแสความนิยมไม่น่าจะสูงไปกว่า “พิธา” จึงคาดหมายกันว่า จำนวน สส.ที่จะได้ในการเลือกตั้งปี 69 ไม่น่าจะเกิน 140 ที่นั่ง
ซึ่ง “ภท.” เชื่อมั่นว่า น่าจะเอาชนะได้ เพื่อก้าวเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล และเชื่อว่า จะมีพันธมิตรร่วมจัดตั้งรัฐบาล มากกว่า “พรรคสีส้ม” เนื่องจากพรรค ปชน.มีนโยบายที่อ่อนไหว ทั้งเรื่องปฏิรูปกองทัพ ปรับกลไกกระบวนการยุติธรรม แม้กระทั่งเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 “ณัฐพงษ์” ก็ยืนยันที่จะเดินหน้าในการแก้ไข แม้จะไม่กำหนดเป็นนโยบายก็ตาม
ด้าน “แนน บุณย์ธิดา สมชัย” โฆษก ภท. แถลงภายหลังการประชุมใหญ่วิสามัญว่า “ที่นายอนุทินกำชับในที่ประชุมว่า ให้เตรียมตัวในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ จากที่มีข่าวมาหลาย ๆ แง่มุม และบอกในที่ประชุมว่า ให้เตรียมตัวฟังสัญญาณในวันที่ 12 ธ.ค. ว่าอาจมีอะไรหรือไม่ นอกจากนี้ยังแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่ากรณีเอ็มโอเอ กับ ปชน. หนึ่งในข้อตกลงที่ระบุไว้ว่า จะจัดให้มีการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) นายอนุทินจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ ครม.อนุมัติการจัดทำประชามติร่างรธน. และจะขอให้ประธานรัฐสภาเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 10-11 ธ.ค.นี้”

แต่ถ้า “อนุทิน” จับสัญญาณจาก “พท.” แล้วเห็นว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงยุบสภาทันที แม้จะทำให้ร่างรธน.ที่จะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 3 หลังผ่านวาระ 2 ต้องทิ้งไว้ 15 วัน ซึ่งอยู่ในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ต้องตกไป เพราะถือว่าไม่ได้อยู่ในข้อตกลงเอ็มโอเอ ที่ทำไว้กับ “ปชน.”
ทั้งมีรายงานว่า ทั้ง “ภท.-สว.สีน้ำเงิน” ก็ไม่ต้องการให้กระบวนการแก้ไข รธน.ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เพราะจะกระทบกับสถานะของ สว.ส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีข่าวนายกฯ สั่งให้กระทรวงต่าง ๆ เสนอโครงการต่าง ๆ ในการประชุม ครม.วันที่ 9 ธันวาคม เพื่อผลักดันให้มีผลงานเป็นรูปธรรม หากต้องตัดสินใจยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. เพราะถ้าอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการณ์ อาจมีปัญหาในข้อกฎหมาย ไม่สามารถผลักดันโครงการต่าง ๆ ได้
ในห้วงเวลาเดียวกัน “ปชน.” ก็จัดกิจกรรมครั้งสำคัญ “รีชาร์จประชาชน Recharge the People” ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ย. ซึ่งวันที่ 2 “ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรค กล่าวตอนหนึ่งในหัวข้อ “ความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก” พร้อมเปิดชุดนโยบายแรกของ “ปชน.” ว่า “หน้าที่ของเราคือการเป็นสะพานเชื่อมทุกคนเข้าด้วยกัน มาร่วมกันทำการเมือง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นนายกฯ จะเป็นนายกฯอย่างไรในสไตล์วิศวะคอมพ์ นโยบายในการสู้ศึกเลือกตั้งและการบริหารราชการแผ่นดิน คือสร้างประเทศไทยไม่มีสีเทา ประเทศไทยที่เท่าเทียม เท่าทันโลก”
แต่ไฮไลต์สำคัญคือ “พรรคสีส้ม” ได้ประกาศรายชื่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ได้แก่ 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค 2.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และ 3.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ ซึ่งนับเป็นพรรคการเมืองแรก ที่เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ อย่างเป็นทางการ ก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึง
แต่หลายคนก็หวั่น ๆ ว่า อาจมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคต เพราะทั้ง “ณัฐพงษ์” กับ “ศิริกัญญา” กำลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2564 ว่าเข้าข่ายฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่
หาก “ป.ป.ช.” ชี้มูลความผิด ในช่วงกำลังมีโอกาสที่จะได้รับตำแหน่งนายกฯ แล้วยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และศาลฯ รับฟ้อง ทั้ง 2 คนนี้ ก็จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าจะมีคำพิพากษา และหากถูกศาลชี้ว่า ผิดฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงจริง ก็อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ดังนั้นตำแหน่งสำคัญอาจตกอยู่กับ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ถ้าพรรคสีส้มได้เป็นแกนนำรัฐบาล

ด้าน “ณัฐพงษ์” กล่าวว่า “เรื่องคดี 44 สส.อยู่นอกเหนือการควบคุม เชื่อว่าการที่พวกเราลงชื่อในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการใช้อํานาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในฐานะ สส. แต่หากประเมินเช่นนี้ พวกเราตัดสินใจในการเลือกแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คนดูตามความเหมาะสม ความรู้ ความสามารถ ส่วนการประเมินความเสี่ยงทางการเมือง ก็ประเมินไปด้วย แต่ยังเชื่อว่า พวกเราบริสุทธิ์ยุติธรรมเรื่องการแก้ไขกฎหมายที่ผ่านมา จึงไม่ได้เลือก 1 หรือ 2 ท่านที่อยู่ข้างตน ด้วยการที่พยายามหลบเลี่ยงประเด็นทางการเมือง”
“เมื่อถึงวันนั้น หากมีคําตัดสินออกมาจริง ๆ ซึ่งผม และน.ส.ศิริกัญญาอยู่ในคดีนี้ หากมีอุบัติเหตุทางการเมือง เราก็พร้อมที่จะไปต่อ ผมเชื่อว่าทีมงานของพรรคทุกคนในขณะนี้ ยังมีบุคลากรที่มีความสามารถในการทําหน้าที่อยู่” ณัฐพงษ์กล่าว
นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง “ภท.” กับ “ปชน.”
โดย “พรรคสีน้ำเงิน” ถูกมองว่า เป็น ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์นิยม อิงใช้ศักยภาพของบ้านใหญ่ และความนิยมของ สส.ในพื้นที่ รวมทั้งหวังผลงานในช่วงการเป็นรัฐบาล ทั้งการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ผลักดันโครงการคนละครึ่ง การเร่งระบายสินค้าการเกษตร มีพันธมิตรที่พร้อมร่วมงานทางการเมืองด้วย แม้กระทั่ง “พท.” ก็อาจอยากเลือกร่วมงานกับพรรคสีส้ม
ส่วน “พรรคสีส้ม” ที่ผ่านมา โชว์ความโดดเด่นในการตรวจสอบ เปรียบสเมือนเป็น ตัวแทนคนรุ่นใหม่ แต่มีนโยบายที่ล่อแหลม อาจทำให้บรรดาผู้มากบารมีในสังคมรู้สึกหวาดระแวง ไปไม่ถึงฝากฝันที่วาดหวังไว้ จะเข้ามาบริหารประเทศซักครั้ง
อย่าลืมว่า จำนวน สส. ไม่ได้หมายความว่า จะมีโอกาสได้เป็นแกนนำรัฐบาล เพราะมีตัวแปรหลายอย่าง แต่นาทีนี้ต้องบอกว่า “ภท.” เป็นต่อ “ปชน.” ทั้งยังมีอำนาจในการชี้เป็น-ชี้ตาย จะยอมให้ร่างแก้ไข รธน.ผ่านความเห็นชอบ จากกระบวนการรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งถ้าต้องตกไป เพราะเกิดการยุบสภาก่อน นั่นหมายความว่า “พรรคสีส้ม” ต้อง “เสียค่าโง่ทางการเมืองครั้งใหญ่” หลังยอมเปิดทางให้ “ภท.” เข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และยังอาจพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง หรือแม้จะคว้าชัยชนะ…ก็อาจไม่ไม่ถึงฟากฝัน.
……………….
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”






































