ที่ผ่านมาหลายคนมักพูดว่า “บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล” อดีต รอง ผบ.ตร จะมี “ชีวิตที่ 10” หลังผ่านวิบากกรรมในหลายเรื่อง จนเกินที่จะเรียกเป็น “แมว 9 ชีวิต” มักได้เห็นภาพ อดีตนายตำรวจใหญ่จะต่อสู้กับคดีความต่าง ๆ อย่างเต็มที่ อาศัยทั้งข้อกฎหมาย พึ่งทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรูปแบบต่าง ๆ
แม้กระทั่งเปลี่ยนชื่อจาก “สุรเชษฐ์” เป็น “สุรเชชษฐ์” หลังจากมีคำสั่งถูกให้ออกจากราชการ เนื่องจากมีเส้นเงินที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน มีการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง อดีตรอง ผบ.ตร. กรณีพบว่า เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ โดยมี “พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร” จเรตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการสอบสวน
โดยช่วงต้นเดือนมี.ค.68 “พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง” รอง ผบ.ตร. (อาวุโสสูงสุด) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาโทษ ที่มีรอง ผบ.ตร.ทุกคน เป็นกรรมการ เพื่อพิจารณาโทษวินัยร้ายแรงของ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล” อดีตรอง ผบ.ตร. แต่ “พล.ต.อ.ธัชชัย” ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ซึ่งที่ประชุมมติเอกฉันท์ไล่ออก พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก่อนเสนอ “พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์” ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาลงนามคำสั่งต่อไป
โดยตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 125 บัญญัติไว้ว่า “ข้าราชการตำรวจที่กระทำผิดวินัยร้ายแรงเมื่อผู้มีอำนาจในที่นี้คือ ผบ.ตร.จะสั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรง ซึ่งมี 2 สถานคือ ปลดออก ไล่ออก”
ทั้งนี้ ตามขั้นตอน ผบ.ตร.จะสั่งเลยไม่ได้ จะต้องตั้งคณะกรรมการ เพื่อเสนอแนะว่าต้องลงโทษสถานใด ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย รองผบ.ตร.ทั้งหมด ประกอบด้วย พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง-พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์-พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี-พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง ร่วมกันพิจารณาความผิดวินัยร้ายแรงในเรื่องดังกล่าวว่า ควรจะลงโทษในสถานใด ระหว่าง “ปลดออก-ไล่ออก” เมื่อพิจารณาแล้วได้ความว่าอย่างไร จะต้องเสนอแนะ ผบ.ตร.ในฐานะผู้มีคำสั่งแต่งตั้ง จากนั้น ผบ.ตร.จะต้องออกคำสั่งตามที่คณะกรรมการพิจารณาได้เสนอแนะไป

ขณะที่ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” สามารถอุทธรณ์คำสั่งต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้ หาก “ก.พ.ค.ตร.” ยืนตามคณะกรรมการวินัย พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป ซึ่งหากศาลปกครองสูงสุดยืนตาม “ก.พ.ค.ตร.” ก็จะทำให้คดีวินัยถึงที่สุด ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาถอดยศตำรวจต่อไป
ซึ่งในเวลาต่อมา “ก.พ.ค.ตร.” วินิจฉัยว่า การวินิจฉัยตามคำสั่ง สตช.ที่ 159/2568 ไล่ออกจากราชการอดีต รอง ผบ.ตร.ของ ผบ.ตร.นั้น ใช้ดุลพินิจเหมาะสมเเล้ว คำอุทธรณ์ของผู้ร้อง (อดีตรอง ผบ.ตร.เเละพวก) ฟังไม่ขึ้น วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ด้วยเสียง 6 ต่อ 0 ซึ่ง “พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี” หนึ่งในคณะกรรมการคณะดังกล่าวได้ถอนตัวในการเข้าร่วมประชุม จากสาเหตุอดีตเคยเป็นคู่ขัดแย้งกันมาก่อน จากนั้นอดีตรอง ผบ.ตร. ก็ฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด
และในที่สุดวันที่ 9 ม.ค.69 ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำพิพากษา ในคดีที่ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยก่อนหน้ามีข่าวลือว่า ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายกคำร้อง ในคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำสั่ง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งศาลปกครองสูงสุดแถลงการณ์ยืนยันไม่เป็นความจริง
ทั้งนี้ มีหลายคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด เช่น คดีขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับ ตามคำสั่งตามปกครอง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งศาลฯมีคำสั่งยกคำร้องไป เมื่อเดือนธ.ค.67 รวมถึงการยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือ “ก.ศป.” เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการทางวินัยและจริยธรรมกับ “ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ” ประธานศาลปกครองสูงสุด และ “อนุวัฒน์ ธาราแสวง” ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่น ศาลปกครองสูงสุด รวมทั้งขอให้ประธานศาลปกครองสูงสุด ถอนตัวจากการพิจารณาคดี โดยอ้างถึงคลิปเสียงในวงสนทนา อันมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีของตัวเอง ก่อนที่การฟ้องร้อง จะเดินทางมาถึงศาลปกครองสูงสุด พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้ต่อสู้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาครบถ้วนแล้ว
จึงต้องยอมรับ “ศาลปกครองสูงสุด” จึงเป็นเสมือน “ที่พึ่งสุดท้าย” ของ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์”
ซึ่งในวันที่ 9 ม.ค.นี้ คือวันชี้ชะตาอดีตรอง ผบ.ตร. จะได้กลับเข้าสู่เส้นทางสีกากีอีกครั้งหรือไม่ หากตั้งสมมุติฐานไว้ว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นคุณต่อ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” ตามหลักการแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการคืนสิทธิและสถานะกลับคืนให้แก่ผู้ร้องโดยเร็วที่สุด เช่น มีคำสั่งแต่งตั้งกลับเข้ารับราชการ และจ่ายเงินเดือนย้อนหลังพร้อมค่าชดเชย รวมถึงจัดการเรื่องสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ให้ด้วย
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่า “บิ๊กโจ๊ก” จะต้องมาเผชิญวิบากกรรมที่หนักหนาสาหัส ไปเกี่ยวข้องกับการติดสินบน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มิหนำซ้ำคนที่นำข้อมูลไปให้ตำรวจ เป็นลูกน้องคนสนิท “พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย” อดีตรองผบก.สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 เสียเอง
โดยเมื่อวันที่ 6 ม.ค.69 “พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ” รองจเรตำรวจ พร้อมด้วย “พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว” รอง ผบช.ก. “พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์” ผบก.ปปป. และ “พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ” รองโฆษก ตร. ร่วมกันแถลงข่าวคดี พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. กรณีถูกกล่าวหาว่าติดสินบนเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วยทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท เพื่อวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงว่า “สำหรับคดีนี้ มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารวม 6 ราย ในความผิดฐานร่วมกันให้และรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน ได้แก่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร., นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช., นายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงาน, นายสามารถ หรือเอ็ดเวิร์ด พลเรือนคนสนิทของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์, นายสรพงษ์ พลเรือนผู้จัดซื้อทองคำ และ นายสุรสิทธิ์ พลเรือน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวนายเอกวิทย์”
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า “พนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.67 พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ได้สั่งการให้นายสามารถ ส่งมอบทองคำแท่ง จำนวน 2 กล่อง น้ำหนักรวม 246 บาท ให้แก่พ.ต.อ.ภาคภูมิ เพื่อให้นำไปมอบให้นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งรับผิดชอบสำนวนคดีที่พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กับพวกตกเป็นผู้ต้องหา โดยมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ช่วยเหลือคดี ให้มีมติไม่ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและวินัย พร้อมกำชับให้บันทึกวิดีโอขณะส่งมอบทองไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาในวันที่ 1 ก.ย.67 พ.ต.อ.ภาคภูมิได้นำทองคำดังกล่าวไปส่งมอบให้นายเอกวิทย์ ผ่านนายสุรสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษประจำตัว ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กทม.”
ทั้งนี้ ก่อนการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ได้เปิดคลิปภาพและเสียง ไล่เรียงไทม์ไลน์พฤติการณ์ในคดี ซึ่งเป็นบทสนทนาระหว่าง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย” ผู้กล่าวหา กับ “สมบัติ ธรธรรม” อนุกรรมการ ป.ป.ช. เนื้อหาการสนทนาพูดถึงน้ำหนักและจำนวนทองคำ การจัดหาทองที่ไม่สำเร็จ การส่งคืนทอง และความหวาดระแวงว่า ลูกน้องอาจนำคลิปลับออกมาเปิดโปง โดยมีการเอ่ยชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” อย่างชัดเจน พร้อมปรากฏข้อมูลแผนการใช้นอมินี กว้านซื้อทองคำรวมกว่า 2,000 บาท เพื่อนำมาใช้เป็นสินบน
รวมถึงมีการเปิดคลิปวิดีโอหลักฐาน เป็นภาพเหตุการณ์การส่งมอบทองคำ เริ่มตั้งแต่ภาพทองคำแท่งที่อยู่ภายในรถของ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” ภาพการนำทองไปส่ง มอบให้ “สุรสิทธิ์” ที่รถประจำตำแหน่งของ “เอกวิทย์” และภาพรถคันดังกล่าวเคลื่อนออกจากจุดรับมอบ จากนั้นได้เปิดคลิปเสียงสนทนาระหว่าง “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” กับผู้ต้องหารายอื่น ๆ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรับสินบนทองคำ และการพิจารณาคดีของ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช.
ก่อนหน้าการแถลงข่าวนั้น “เอกวิทย์” ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย” ในข้อหา “แจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา” กรณีกล่าวหา “เอกวิทย์” พัวพันคดีพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ติดสินบน คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นทองคำแท่ง 246 บาทแลกเคลียร์คดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.
“ทนายความของเอกวิทย์” เปิดเผยว่า “การเข้าแจ้งความในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้ไปแจ้งความกล่าวหาว่า นายเอกวิทย์มีการเรียกรับสินบนเป็นทองคำแท่ง น้ำหนักรวม 246 บาท ซึ่งขอยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง นายเอกวิทย์ ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน อีกทั้งกระบวนการคัดเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งใน ป.ป.ช.นั้น มีความเข้มงวดและผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด การที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีอื่นอยู่แล้ว ออกมากกลับคำให้การเช่นนี้ มองว่าเป็นปัญหาความขัดแย้งภายในของฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ซึ่งตนไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการกล่าวหาว่ารับสินบน ตัวผู้แจ้งความเองก็ต้องมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานด้วย แต่หากเป็นเรื่องไม่จริง ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จทันที”
“ท่านเอกวิทย์ไม่เคยมีทองคำแท่งตามที่ถูกกล่าวหา ไม่เคยเดินทางไปที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ และที่สำคัญคือไม่เคยรู้จักกับพ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นการส่วนตัว เคยพบกันเพียงครั้งเดียวในขั้นตอนการไต่สวนตามหน้าที่เท่านั้น” ทนายความของ “เอกวิทย์” กล่าวและว่า ส่วนกรณีที่ทางฝั่งคู่กรณีอ้างว่ามีหลักฐานเด็ดนั้น ทางทีมทนายความยืนยันว่า ไม่มีความกังวลใจและพร้อมที่จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด เนื่องจากเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์และหลักฐานที่มีอยู่
ในที่สุดเรื่องนี้ก็ต้องไปพิสูจน์ ข้อเท็จจริงในศาลยุติธรรม แต่ละฝ่ายจะมีหลักฐานมาหักล้างมากน้อยแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้ก็มีหลายฝ่ายเห็นใจ “บิ๊กโจ๊ก” เหมือนถูกกลั่นแกล้ง ถูกเตะสกัด ไม่ให้กลับเข้ารับราชการ เพราะมีอายุราชการเหลืออีกหลายปี หากได้กลับไปมีบทบาทเป็นตำรวจอีกครั้ง มีโอกาสเป็น “ผบ.ตร.” และอาจมีการย้ายล้างบางฝ่ายตรงข้าม
รวมทั้งหลายคนไปเปรียบเทียบการดำเนินคดีระหว่าง “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” กับ “บิ๊กต่อ-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” อดีต ผบ.ตร. ซึ่งมีเส้นเงินของเว็บพนัน เข้ามาเกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเทียบกับข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับอดีตรอง ผบ.ตร. ต้องบอกว่า ครั้งนี้หนักหนาสาหัส เนื่องจากคนที่มาเปิดเผยข้อมูล เป็นอดีตนายตำรวจคนสนิท รับรู้ขั้นตอนในการให้สินบนกับกรรมการ ป.ป.ช. แม้ภาพที่ปรากฎในคลิปจะไม่เห็นหน้า “เอกวิทย์” แต่เมื่อตรวจสอบทะเบียนรถที่ขับเข้าไปรับทอง ก็เป็นรถประจำตำแหน่งของกรรมการป.ป.ช. ซึ่งคงต้องรอดูว่า “เอกวิทย์” จะต่อสู้คดีอย่างไร นอกจากแจ้งความดำเนินคดีกับ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ”
ก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า คณะอนุกรรมการไต่สวน “คดีเว็บพนันมินนี่” ที่มี “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการป.ป.ช.ทำหน้าที่ประธานฯ พิจารณาสำนวนที่สำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐและการรัฐวิสาหกิจ 1 จะเสนอความเห็นให้ยุติเรื่องคดีกล่าวหาพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ มีส่วนเกี่ยวพันกับคดีเว็บพนันออนไลน์ “มินนี่” โดยจะชี้มูลเพียงว่า พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนใกล้ชิด “บิ๊กโจ๊ก” มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดโดยลำพัง และไม่มีส่วนเชื่อมโยงไปกับพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และหากคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการฯ เสนอสำนักงาน ป.ป.ช. ต้องคืนสำนวนนี้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รับไปดำเนินการต่อไป
สำหรับ “เอกวิทย์” ที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 30 ต.ค.66 ลงคะแนนให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการป.ป.ช. แทน “ณรงค์ รัฐอมฤต” เนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง ด้วยคะแนนให้ความเห็นชอบ 202 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ 1 คะแนน และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศในราชกิจานุเบกษา เมื่อวันที่ 4 ม.ค.67
โดย “เอกวิทย์” เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 จบนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตสภา และพัฒนบริหารศาสตร์ มหาบัณฑิตทางรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ไม่เคยมีข้อครหาใดใดในการทำหน้าที่มาก่อน
ต้องยอมรับว่า คดีติดสินบนกรรมการ ป.ป.ช. มีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของ “บิ๊กโจ๊ก” และความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริตและคอร์รัปชัน หากพยานหลักฐานที่ใช้ดำเนินคดีมีน้ำหนัก และมีข้อเท็จจริงเพียงพอ ย่อมส่งผลต่ออนาคตของอดีตนายตำรวจคนดัง และนับจากนี้ไป การคัดเลือกบุคคล เข้ามาทำงานใน “องค์กรอิสระ” แม้จะเคยอยู่ในแวดวงตุลาการ แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่า การทำหน้าที่จะยึดถือความเที่ยงตรง และไม่แสวงหาผลประโยชน์ และคงเป็นบทเรียนสำคัญ ให้กับจะผู้ที่มีบทบาท ในการเลือก “องค์กรอิสระ” บางทีภูมิหลังอาจไม่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงก็เป็นได้
……………………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















