แม้จะยังไม่เดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 แต่พรรคการเมืองที่มีโอกาสเข้าป้ายในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ก็เริ่มปล่อยของมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะ “พรรคประชาชน” (ปชน.) ที่มี “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” รับหน้าที่หัวหน้าพรรค ซึ่งโพลส่วนใหญ่ระบุจะได้เสียงมากสุด ก็เดินหน้าในการชิงความได้เปรียบอย่างเต็มที่
โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการเปิดตัว “ผู้บริหารทีมทำเนียบรัฐบาล” พร้อมกับประกาศ 12 ภารกิจรัฐบาลก่อนเลือกตั้ง ซึ่งจากบทเรียนจากการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ก่อนจะก่อกำเนิดพรรค ปชน. พลพรรคสีส้มยังเคลื่อนไหวในนาม “พรรคก้าวไกล” (ก.ก.) ที่มี “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” รับบทแม่ทัพ แม้จะได้เสียง สส.มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากติดปัญหา อันเนื่องมาจากนโยบายหาเสียง บรรจุการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องคุ้มครองสถาบันเอาไว้
ทำให้ในที่สุดก็หาเพื่อนร่วมงานด้วยไม่ได้ มิหนำซ้ำยังถูก ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค โดยเหตุผลตอนหนึ่งระบุว่า “มีพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน” จึงทำให้พรรค ปชน.ลดเงื่อนไข ไม่ให้นำมาไปสู่ปัญหาก่อนการเลือกตั้ง รวมทั้งตัดเงื่อนไข “ถูกสกัด” ไม่ให้เป็นแกนนำรัฐบาล
ประกอบกับกระแสความนิยมของ “เท้ง-ณัฐพงษ์” ก็ไม่เทียบเท่า “ทิม-พิธา” จึงไม่ใช้แปลกที่ “แกนนำพรรคสีส้ม” จะต้องใช้ทุกยุทธวิธี เพื่อทำให้จำนวน สส.ภายหลังการการเลือกตั้ง ไม่น้อยไปกว่า 151 เสียง
อีกทั้งก่อนเปิดตัวผู้บริหารทีมทำเนียบรัฐบาลของพรรคส้ม เมื่อวันที่ 11 ม.ค.69 ก็มีแคมเปญเปิดตัว “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” ในชื่อ The Professionals โดยโชว์บุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร แต่บางคนที่ถูกเปิดตัวไป ก็ถูกโจมตีในทางลบ อย่างเช่น “พิศาล มาณวพัฒน์” อดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ และอดีต 250 สว. ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้ง มาเป็นแคนดิเดต รมว.ต่างประเทศ ของพรรค
แต่ถูก “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการคนดัง ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงพรรค ปชน. กล่าวหา “พิศาล” ว่า เคยมีท่าทีสนับสนุนการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และเคยถูกกล่าวหาเรื่องเชิงชู้สาว โดยขอให้พรรค ปชน.อธิบายการแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวนั้น ต่อมา “พิศาล” ชี้แจงที่มีการตั้งประเด็นการทำหน้าที่ของตัวเอง ในระหว่างการเป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ ในทำนองแก้ต่างให้รัฐบาล คสช. หลังการรัฐประหารนั้น เข้าใจว่า คงมาจากสาระในหนังสือชี้แจงจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ต่อบรรณาธิการ นสพ.วอชิงตัน โพสต์ (ในขณะนั้น) ซึ่งไม่ใช่ข้อความส่วนตัวของตน แต่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ยกร่าง และสั่งการมาให้สถานเอกอัครราชทูต ส่งต่อให้กองบรรณาธิการ นสพ. อันเป็นเรื่องปกติเมื่อมีการพาดพึง ถึงการเมืองในประเทศไทย ในสื่อมวลชนฉบับใด ของประเทศใด
ส่วนประเด็นเรื่องชู้สาวส่วนตัว ที่เกิดขึ้นประมาณกว่า 20 ปีมาแล้ว “พิศาล” ประกาศยอมรับผิดและได้ผ่านกระบวนการรับผิดต่อหน่วยงานต้นสังกัด ทั้งครอบครัวได้ให้อภัย และสนับสนุนการเข้าสู่การทำงานการเมือง เพื่อช่วยให้การต่างประเทศเดินหน้าอย่างสง่างามอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์จริงที่ผ่านมาของตน
แม้จะมีคำชี้แจงจากผู้ถูกพาดพิง แต่ก็ถือเป็น “รอยด่าง” ซึ่งการเลือกบุคคล เข้ามาร่วมงานทางการเมืองด้วย ควรมีการตรวจสอบคุณสมบติในเบื้องต้น แต่เมื่อเข้ามาสู่แวดวงการเมือง ย่อมเจอกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้น เนื่องจากมีผลต่อความได้เปรียบ-เสียเปรียบ และเชื่อมโยงกับการแย่งชิงอำนาจรัฐ ซึ่งแต่ละพรรคการการเมืองต่างหมายปอง ดังนั้นต้องรอดูทีมบริหารของพรรค ปชน. ที่เปิดเผยออกมา จะมีใครออกมาชี้ให้เห็น เรื่องของความผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งคุณสมบัติจะว้าวจริงหรือไม่
ยิ่งพรรค ปชน.ถูกปรามาส แม้จะทำหน้าที่ตรวจสอบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บรรดาสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ เป็นคนรุ่นใหม่ หากได้เข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร จะมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศหรือไม่ เนื่องจากต้องทำงานร่วมกับข้าราชการ เจ้าหน้ารัฐ และกลไกต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับการใช้อำนาจรัฐ

ขณะที่การจัดเวทีแถลงเปิดตัว “รัฐบาลประชาชน” เปิด “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” หาก ปชน.ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงทีมที่ปรึกษาฯ แบ่งออกตาม 4 ด้านหลัก โดย ทีมบริหาร นำโดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” นายกรัฐมนตรี
ด้านการปฏิรูปรัฐ นำโดย “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองนายกฯ “อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์-วรภพ วิริยะโรจน์-วิสุทธิ์ ตันตินันท์-ธีระ สุธีวรางกูร-เพียงพนอ บุญกล่ำ”
ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ นำโดย “พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” รองนายกฯ “รังสิมันต์ โรม-วิโรจน์ ลักขณาอดิศร-พริษฐ์ วัชรสินธุ-มุนินทร์ พงศาปาน-ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์-กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์-กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ-ลลิตา หาญวงษ์” ที่ปรึกษา–พล.อ.อ.ภูริทัต จันทร์แก้ว และ พล.ท.พงศกร รอดชมภู–ที่ปรึกษาภายนอก
ด้านเศรษฐกิจ นำโดย “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองนายกฯ “พิศาล มาณวพัฒน์-สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ-สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล-เซีย จำปาทอง-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร-มณิสรา บารมีชัย-ประมวล สุธีจารุวัฒน-นัยวุฒิ วงษ์โคเมท” ที่ปรึกษา “อนุสรณ์ ธรรมใจ-สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ”
ด้านคุณภาพชีวิต นำโดย “เดชรัต สุขกำเนิด” รองนายกฯ “อนุชาติ พวงสำลี-นพ.บวรศม ลีระพันธ์-ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์-ณัฐยา บุญภักดี-พูนศักดิ์ จันทร์จำปี-ณรงเดช อุฬารกุล-นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง-นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ-รชพร ชูช่วย” ที่ปรึกษา
ด้าน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวระหว่างเปิดตัวผู้บริหาร “ทีมทำเนียบรัฐบาล” ว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ พอกันทีกับประโยคที่บอกว่า เลือกใครไปก็เหมือนกัน เลือกใครไปก็เหมือนกัน เลือกใครไปก็เหมือนเดิม ผมยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่ใช่ประโยคที่บอกว่า กาก้าวไกล กาพรรคประชาชน แล้วประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ คือเวลาของการตั้งรัฐบาลประชาชน รัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง ผมขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน 8 ก.พ.นี้ กาพรรคประชาชน 2 ใบ กาเห็นชอบบัตรประชามติด้วย”

ขณะที่การเปิดทีมบริหารรัฐบาลประชาชนของพรรค ปชน. ซึ่งตรงกับวันที่ 11 ม.ค.69 “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ที่เป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคสีส้ม ก็เลือกจัดกิจกรรมทางการเมืองวันเดียวกัน โดยใช้สโลแกน “วันเดย์ทริป” มีการนำ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรคภท., “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์, “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะทีมเศรษฐกิจ ภท. มาช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัคร พรรค ภท. ในพื้นที่กทม.เป็นครั้งแรก ร่วมกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภท.
เหมือนต้องการเปรียบเทียบทีมงานที่จะเข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร ระหว่าง “ภท.” กับ “ปชน.” ว่าใครมีความโดดเด่นกว่า
ซึ่งต้องยอมรับในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา “คนนอก”ที่พรรค ภท. เชิญมารับตำแหน่งใน ครม. ดูแลงานด้านเศรษฐกิจและต่างประเทศ สร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับของประชาชน ทั้งการบริหารเศรษฐกิจระยะสั้น การผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส ขายสินค้าเกษตรให้ต่างประเทศ ทั้งข้าวและมันสำปะหลัง รวมทั้งการให้ข้อเท็จจริง กับนานาชาติในเวทีต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิผล
โดยการลงพื้นที่เมืองหลวง ทั้งสวนลุมพินี, ตลาด อ.ต.ก., ตลาดนัดสวนจตุจักรฐ สยามแสควร์ และเยาวราช ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คของ กทม. โดยทุกพื้นที่พรรค ภท.และทีมงานได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เช่นระหว่างเดินหาเสียงในสวนลุมฯ พบปะทักทายประชาชนที่มาออกกำลังกาย ได้ขอถ่ายภาพและร่วมเซลฟี บางส่วนได้นำดอกกุหลาบ มามอบให้กำลังใจผู้สมัคร สส.ภท. โดยเฉพาะ “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” ที่ประชาชนบอกว่า “ขอให้กลับมาอีกครั้ง ชื่นชม สส. หากได้เข้าไปในสภาฯ ขอให้ตั้งใจทำงานเหมือนคุณศุภจี”

“อนุทิน” ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่หาเสียงในเขตเมืองหลวงว่า “ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้การต้อนรับที่ดี เราจะนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เป็นความต้องการของประชาชนจริง ๆ มาต่อยอดคำว่า “ภูมิใจไทยพลัส” ซึ่งเราพลัสทุกวัน ใครมีอะไรก็บอกมาเราจะเอาไปพลัส”
เมื่อถามว่า มีความมั่นใจว่าจะปักธงในพื้นที่ กทม.ได้หรือไม่ “อนุทิน” กล่าวว่า “เราต้องมีความมั่นใจว่า จะปักธงสนาม กทม.ได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการพิจารณาตัดสินใจ ของพี่น้องประชาชน”
เมื่อถามว่า บรรยากาศการหาเสียงในวันนี้กับในอดีต ต่างกันหรือไม่ “อนุทิน” หัวเราะก่อนตอบว่า “พูดแล้วขนแขนสแตนด์อัป เพราะว่าดี”
เมื่อถามว่า ประเมินโค้งสุดท้ายอย่างไรบ้าง “อนุทิน” กล่าวว่า “ไม่มีคำว่าโค้งสุดท้าย ภท.วิ่งทางตรงอย่างเดียว เพราะเดี๋ยวแหกโค้ง”
ถามด้วยว่า ภท.จะถึงเส้นชัยหรือไม่ “อนุทิน” กล่าวว่า “รู้สึกว่านำอยู่”
นอกจากนี้ยังกล่าวประโยคสำคัญด้วยว่า “ขอคะแนนคนรักลุงตู่ ให้ลุงหนูด้วย เพราะลุงตู่ไม่ได้ลงเลือกตั้งในครั้งนี้”
กว่าจะถึงช่วงโค้งสุดท้าย ทั้งพรรคส้มและพรรคน้ำเงิน คงงัดหมัดเด็ดออกมาต่อสู้กันอย่างเต็มที่ ซึ่งแต่ละพรรคก็เปิดทั้งนโยบาย และตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำงาน อยู่ที่ว่าใครจะมีไม้เด็ด ที่ทิ้งในจังหวะสำคัญ และใครจะพลาด จนต้องยอมรับสภาพการเป็นฝ่ายค้าน
โดยเฉพาะพื้นที่เมืองหลวง ถือว่ามีความหมายเชื่อว่า พรรค ภท.คงอยากปักธงให้ได้สส.เป็นครั้งแรก เพราะจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้พรรคดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยตัดจำนวน สส.ของพรรค ปชน. ที่เคยกวาดเสียงจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ซึ่งได้ถึง 32 ที่นั่ง แต่จะสมหวังหรือไม่…คงต้องรอดู
……………………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”




















