ยิ่งใกล้ถึงโค้งสุดท้ายในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ถูก ยกให้เป็นตัวเต็ง เริ่มเจอทั้งวิชามาร ขบวนการไอโอ ข่าวปล่อย เพื่อดิสเครดิต และ ทำลายความน่าเชื่อถือ หวังให้เสียเปรียบในการเลือกตั้ง ทั้งพรรคสีส้ม “ประชาชน” (ปชน.) และ พรรคสีน้ำเงิน “ภูมิใจไทย” (ภท.) ต่างได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน เพราะถูกคาดหมายว่า จะมีโอกาสได้เสียงข้างมากเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้กระทั่ง “ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์” นักแฉคนดัง จากเดิมที่เคยเป็นกองเชียร์ส้ม ยังกลับมายืนคนละฝั่ง ออกมาให้ข้อมูลในมุมลบ
จนทำให้ตัวตึงพรรคส้มอย่าง “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ออกมาแถลงตอบโต้ และเตรียมจะ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ระบุตอนหนึ่งว่า หลายกรณีนายชูวิทย์นําข้อมูลมาเผยแพร่ โดยการปะติดปะต่อ ใช้จินตนาการส่วนตัวในการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีพรรค ปชน.อย่างดื้อ ๆ ว่า พรรค ปชน.มีข้อตกลงกับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ที่จะให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ เป็นรองนายกฯ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีข้อเท็จจริง ทำให้ตนเองตั้งคำถามกับท่าทีของคุณชูวิทย์ในระยะหลัง ที่พยายามโจมตีพรรค ปชน.เป็นเพราะอะไร เกี่ยวข้องกับ นายทหารคนหนึ่ง ที่เป็นเพื่อนรักของคุณชูวิทย์ ที่มีภาพถ่ายกอดคอสนิทสนมกับชาวต่างชาติ อดีตที่ปรึกษาสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ถูกสังคมสันนิษฐานว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่
เชื่อว่าเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้แกนนำพรรคส้ม ต้องรีบออกมาตัดจบ ประกาศไม่เกี่ยวข้องกับ “บิ๊กโจ๊ก” ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มีข่าว อดีตนายตำรวจคนดังกล่าว ได้นำข้อมูล เกี่ยวกับ “ตั๋วช้าง” ไปมอบให้ “รังสิมันต์ โรม” สมัยทำหน้าที่เป็น สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือในสภาฯ ชุดที่ผ่านมา “รังสิมันต์” ทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ก็เคยเชิญ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การรับผลประโยชน์จากเว็บพนันของตำรวจและผู้เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ซึ่งเปิดให้มีการถ่ายทอดสดอีกด้วย

หลายคนมองว่า เป็นการเปิดเวทีให้อดีตนายตำรวจใหญ่ ดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่พอนายตำรวจใหญ่ออกมาแถลง กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารวม 6 ราย ในความผิดฐานร่วมกันให้ และรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน ได้แก่ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล” อดีต รองผบ.ตร., “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), “สมบัติ ธรธรรม” อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงาน, “สามารถ” หรือ เอ็ดเวิร์ด พลเรือน คนสนิทของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์, “สรพงษ์” พลเรือนผู้จัดซื้อทองคำ และ “สุรสิทธิ์” พลเรือน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวนายเอกวิทย์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า คดีติดสินบนกรรมการ ป.ป.ช.
ดังนั้นเมื่อ “บิ๊กโจ๊ก” มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ จึงอาจมีผลทำให้พรรคสีส้มได้รับผลกระทบ จึงต้องรีบแสดงออกว่า ไม่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ยิ่งมีการระบุให้ อดีตนายตำรวจคนดัง ช่วยทำยอด สส.ภาคใต้ 10 คน ถ้าทำได้สำเร็จ จะมอบตำแหน่ง รองนายกฯ ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ซึ่งถ้าข่าวดังกล่าวแพร่กระจายออกไป อาจกลายเป็น ภาพลบกับพรรคสีส้ม อีกทั้งนายตำรวจระดับสูงในตร. ก็ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้าม “บิ๊กโจ๊ก” จะทำให้พรรค ปชน. มีปัญหาในการหาเสียง และถูกต่อต้านจากผู้รักษากฎหมาย
นอกจากนี้ “วิโรจน์” ยังแถลงอีกว่า “ตอนนี้ใกล้ถึงจุดโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 2569 หลายกรณีที่พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ ก็เป็นข้อบกพร่องที่พรรคจะต้องรับฟัง และนํามาแก้ไขปรับปรุงจริง ที่ผ่านมา พรรคก็จะแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และสังคม อย่างได้สัดส่วนมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่หยุด ตลอดระยะเวลาในการหาเสียง คือปฏิบัติการใส่ร้ายป้ายสี ในการเผยแพร่ข้อความ และข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทําให้ประชาชนเข้าใจพรรค ปชน.ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งถือว่าเป็นการกระทําความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งอย่างชัดเจน”
เมื่อดูรายละเอียดจะพบว่า ลักษณะของข้อความจะเป็นแบบซ้ำ ๆ โดยทีมงานจะเก็บรวบรวมข้อความจาก “แอ็กเคานต์ต่าง ๆ” เพื่อเชื่อมโยงกัน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะแกะรอยไปถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังได้ และฝ่ายกฎหมายของพรรค จะรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อส่งให้ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
“พรรคประชาชนน้อมรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว ถ้าหากคําตําหนินั้น เป็นคําวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นคําด่าทอต่อว่าด้วยถ้อยคําที่รุนแรง เราก็พร้อมน้อมรับเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เป็นขบวนการที่จัดตั้ง เพื่อใส่ร้ายพรรคด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่อย่างใด” วิโรจน์ กล่าวย้ำ
ก่อนหน้านั้น “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” ผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 พรรค ปชน. ถูกจับกุม ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนัน ในการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบฯ ฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน” และยังออกมายอมรับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ได้เริ่มทำเว็บพนันตั้งแต่ปี 65-66 โดยมีคนจีนมาชักชวนลงทุนทำเว็บพนัน ก่อนอ้างว่าได้ขายเว็บพนันดังกล่าวไปช่วงลงสมัคร สส.เมื่อปี 66 ซึ่งในส่วนนี้เป็นคำกล่าวอ้างให้การ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าจริงหรือไม่
นอกจากนี้ศาลอาญายังยกคำร้องการขอประกันตัว ให้เหตุผลว่าตามคำร้องฝากขัง ผู้ต้องหา มีพฤติการณ์เป็นกลุ่ม สั่งการ หรือจัดการในเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยมีเงินหมุนเวียนในระบบจำนวนมาก นอกจากจะเป็นการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขแล้ว หลังก่อนหน้านั้น “บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ “ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีฟอกเงินจากเครือข่ายยาเสพติด ถูกออกหมายจับและควบคุมตัวคาบ้านพักฝั่งธนบุรี โดยเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เมื่อ 29 ธ.ค.68
นั่นหมายความว่า สถานการณ์ของพรรคส้มไม่ดีนัก ยิ่งมาชูสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” แต่กลับเผชิญปัญหามี “คนเทา” อยู่ในพรรค และเมื่อเทียบกับ การเลือกตั้งเมื่อปี 66 นอกจากกระแส “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก.ก. จะดีกว่า “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. อีกทั้งแคมเปญ “มีลุง ไม่มีเรา” ใช้ไม่ได้แล้ว
นอกจากนี้กระแสคนไทยในช่วงนี้ ชื่นชอบทหาร หลังเกิดการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ยิ่งทำให้พรรคส้มหาเสียงนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นของกองทัพ ด้วยความลำบาก

ด้าน “ชูวิทย์” ออกมาตอบโต้แกนนำพรรคส้ม ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ว่า “เรื่องของโจ๊ก การไปต่อรองตำแหน่งทางการเมือง มันเสียหายตรงไหน ถามถึงใบเสร็จ หลักฐาน ไม่งั้นจะฟ้อง มันเป็นเรื่องที่คุณสามารถทำได้ เพราะโดนมาเยอะแล้ว เรื่องของโจ๊ก ปัญหามาจากคุณบอกว่า “มีเรา ไม่มีเทา” ซึ่งคุณยอมรับว่าโจ๊กให้ข้อมูลเรื่อง “ตั๋วช้าง” กับโรม ซึ่งเขาเป็นแค่กลไกหนึ่งในพรรค แต่บุคคลสำคัญในพรรคคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีบุคลิกท่าทีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ลักษณะเหมือนนักการเมือง ซึ่งบอกแล้วว่าการเมืองทำให้คนเปลี่ยนไป”
อีกทั้ง “ชูวิทย์” ยังได้แสดง “แชตไลน์” ที่พูดคุยกับ “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” หรือ “บิ๊กแดง” อดีต ผบ.ทบ. ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยยืนยันว่า “คุณแดงกับผม เป็นกัลยาณมิตรกันมา 30 ปี กินเหล้าด้วยกัน รู้จักกันมาตั้งแต่อเมริกา แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมมีอุดมการณ์เดียวกัน และคุณแดงจะมาบังคับผมให้คิดแบบเดียวกัน”
“ชูวิทย์” ยังบอกรายละเอียดในแชตไลน์ว่า “ผมทักทายคุณแดงมาตลอด ปีใหม่ สงกรานต์ แต่เขาไม่เคยตอบรับ ผมถือว่าเป็นคนมีน้ำใจ แม้เขาไม่เคยอ่าน ก็ส่ง ผมถือว่าเป็นมิตร และไม่เคยคุยกันเกี่ยวกับการเมือง แต่ย้อนไปเมื่อปี 2566 ผมไปชูมือให้คุณพิธา และคุณแดงยังมีอำนาจอยู่ แกไม่เคยมาบอกผม จนกระทั่งผมลาตายเขา เขาตอบกลับมาว่า เขาหวังว่าเราจะได้เจอกันอีก คำว่ามิตรภาพมันเหนือการเมือง”
การที่ “ชูวิทย์” เปิดแชตไลน์ ที่เชื่อมโยงกับ “บิ๊กแดง” เพื่อต้องการความบริสุทธิ์ใจ และช่วยยืนยันว่า การเคลื่อนไหวโจมตีพรรคส้ม ไม่มีใครมาสั่งการทั้งสิ้น
จากนี้คงต้องรอคำชี้แจงจาก “บิ๊กโจ๊ก” ว่า มีการดีลกับ “พรรค ปชน.” จริงหรือไม่ เพราะจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน ในที่สุดข้อมูลใครจริงใครเท็จ มีการดีลกันทางการเมืองหรือไม่
ส่วน แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก็หนีไม่พ้นถูก โจมตีด้วยข่าวปลอม หลังมีผู้ใช้ชื่อว่า “Jaturong Hirankarn” โพสต์ในเฟซบุ๊ก แปลความได้ว่า “นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต” ผู้ก่อตั้งบริษัทอิตาเลียน-ไทย เป็นพี่ชายของมารดานายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท.นายอนุทิน จึงเป็น หลานชายแท้ ๆ ของ นพ.ชัยยุทธ ฯลฯ” โดยตามเนื้อหาระบุว่า “ชัยยุทธ ผู้ก่อตั้งอิตาเลียน-ไทย คือพี่ชายของแม่อนุทิน ง่าย ๆ ก็คือ ชัยยุทธคือลุงแท้ๆของหมู เปรมชัยเสือดำ คือ พี่ชายของหนูนั้นเอง”

ต่อมา “ศุภชัย ใจสมุทร” มือกฎหมายจากพรรค ภท. ได้แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมกับระบุข้อความว่า “ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ เป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส.เป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุก พรรคจะดำเนินคดีกับบุคคลผู้ใช้ชื่อดังกล่าว รวมถึงผู้ใช้จ้างวานที่เกี่ยวพันทุกคน จนถึงเวลานี้มีผู้แจ้งข้อมูลมามากมาย ว่ามีผู้โพสต์ แชร์ข้อความอันเป็นเท็จเรื่อง บริษัทอิตาเลียน-ไทย นับร้อย ๆ ราย หลายรายปิดหนีไปแล้ว แต่ทุกรายถูกเก็บข้อมูลไว้แล้ว จึงขอเตือนให้ยุติการกระทำผิดนี้เสีย ผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี ติดคุก อย่าแชร์เอาสนุก เอามัน ติดคุกไม่สนุกหรอกจะบอกให้ โดยเจ้าของเฟซบุ๊กที่ใช้นามดังกล่าวชื่อตรงกับอดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ลำดับที่ 59 และชื่อตรงกับสมาชิกพรรคประชาชน (ปชน.) หมายเลข 6510000571 ฝากหัวหน้าพรรคกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ปชน. พรรคที่อ้างว่า มีเราไม่มีเทา ตรวจสอบการกระทำ ที่ยิ่งกว่าเทานี้ด้วยว่า ใช่บุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่โปรดดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย”
คงต้องรอฟังคำชี้แจงจากผู้พาดพิง ตกลงโพสต์ข้อความดังกล่าว กระทำจริงหรือไม่ หรือมีกระบวนการปลอมแปลง แอบอ้างชื่อเพื่อให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แม้พรรค ปชน.จะไม่ได้รับรู้การกระทำดังกล่าว แต่ย่อมหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่พ้น เพราะถือเป็นสมาชิกพรรค ยิ่งการสื่อสารที่ปรากฏออกมา อาจทำให้ผู้ถูกพาดพิงได้รับความเสียหาย

ส่วน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ในฐานะ หัวหน้าพรรค ภท. ให้ความเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่า “แม่ผมแซ่เบ๊ แซ่เดียวกับนายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นคนกวางตุ้ง เกิดที่ตรอกสุริโยทัย แถววัดดอนยานนาวา ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เดี๋ยวนี้ไม่มีหนังสือขายหัวเราะแล้ว สมัยผมเด็ก ๆ มีหนังสือขายหัวเราะ เขียนอะไรโจ๊ก เขียนอะไรที่มันไม่มีข้อเท็จจริง แต่นึกไม่ถึงว่า คนระดับนี้ เป็นผู้ที่มีการศึกษา จะเล่นเกมสกปรกแบบนี้เท่านั้นเอง”
เมื่อถามว่า จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ “อนุทิน” กล่าวว่า พรรคเขาก็ว่ากันไป แต่ส่วนตัวไม่ได้ถือสาอะไร แต่หากจะทำให้คนเข้าใจพรรคผิด หรือทำให้ผู้สมัครพรรคภท. รู้สึกว่าเดือดร้อน เพราะประชาชนเข้าใจผิด ทำให้อาจจะเสียความนิยมก็มีสิทธิที่จะไปดำเนินคดี แต่ยืนยันว่าไม่ได้มาจากตนเอง
คงต้องรอดูในช่วงโค้งสุดท้าย จะมีใครปล่อย “วิชามาร” เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองอีกหรือไม่ แม้จะหวังผลเพื่อ “ดิสเครดิตคู่แข่ง” แต่บทสรุปอาจตรงกันข้าม เพราะกระบวนการตรวจสอบของภาคประชาชน และโลกออนไลน์ทุกวันนี้ มีความเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจค้นได้ไม่ยาก ข้อความไหนจริง ข้อความไหนเท็จ หรือจะมีวิธีการอื่น ๆ ที่นำมาใช้ทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่ก็ต้องไม่ให้ถูกจับได้ไล่ทัน เพราะไม่เช่นนั้น จากคนกระทำจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ
……………………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















