หน้าแรกCOLUMNISTS“อนุทิน”มีแค่ 2 สูตรตั้งรัฐบาล “กธ.-พรรคเล็ก”หรือดึง”พท.”ร่วม

“อนุทิน”มีแค่ 2 สูตรตั้งรัฐบาล “กธ.-พรรคเล็ก”หรือดึง”พท.”ร่วม

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ก่อนหน้าการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 69  แม้จะมีโพลบางสำนักชี้ว่า  พรรคสีน้ำเงิน “ภูมิใจไทย” (ภท.) จะคว้าชัยชนะ จากกระบวนการแย่งชิงอำนาจรัฐ แต่แทบไม่มีสำนักไหนระบุว่า พรรคภท.จะได้เสียงสส. มากงถึง 193 เสียง โดยเป็น สส.ระบบเขต 174 ที่นั่ง ระบบบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง  

ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด หลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ได้สส. เพียง 71 ที่นั่ง ซึ่งต้องยอมรับอานิสงส์ จากการจัดทำเอ็มโอเอกับ พรรคประชาชน (ปชน.) ที่มาสนับสนุน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อต้องการให้มายุบสภาฯ และผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ถือเป็นอานิสงส์สำคัญ แม้จะอยู่เพียงชั่วคราว ด้วยเวลาไม่ถึง 3 เดือน แต่ก็ทำให้พรรคภท.ได้ประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐอย่างเต็มที่ และยังทำให้บรรดานักการเมืองบ้านใหญ่ ต่างทยอยเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคสีน้ำเงิน เกือบ 70 ชีวิต จนทำให้พรรคภท. มีอดีตสส. ลงสมัครเกือบ 140 สส. และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ อยู่นอกเหนือความคาดหมายของใครต่อใครที่ติดตามการเมือง  

มูลเหตุของความสำเร็จครั้งนี้ นอกจากการทำงานของพรรคภท. ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน” เวลาเข้าไปทำงานในฐานะฝ่ายบริหาร ดูแลกระทรวงไหน ก็มักได้ใจข้าราชการ มีเครือข่ายเจ้าหน้าที่รัฐ มาช่วยสนับสนุนทางการเมือง อย่างสมัยเป็น “รมว.สาธารณสุข” ก็ซื้อใจอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จนมักมีข่าวว่า ได้เจ้าหน้าที่รัฐมาช่วยสนับสนุนทางการเมือง รวมถึงการที่หัวหน้าพรรคภท. เข้าไปทำหน้าที่ “รมว. มหาดไทย” ตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาจนถึงสมัย น.ส.แพทองธาร และช่วงเป็นนายกฯ ก็ยังนั่งควบรมว.มหาดไทย โอกาสผลักดันนโยบายที่สร้างความพึงพอใจให้กลุ่ม “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) การจัดวางบุคลากรฝ่ายปกครอง ทำให้ได้เปรียบทางการเมือง และยังสร้างพันธมิตรที่คอยสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งในทางการเมืองต่างรู้ดีว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกสำคัญ ที่ช่วยสนับสนุนการเลือกตั้ง

นอกจากนี้จากปมคลิปเสียง “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” กับ “สมเด็จฮุนเซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และในท้ายที่สุดทำให้เกิดนำมาสู่การสู้รบ ช่วงที่ “นายอนุทิน” เป็นนายกฯ ก็แสดงความเด็ดขาด และสนับสนุนทหารอย่างเต็มที่ จนสามารถยึดคืนพื้นที่ที่กัมพูชายึดครองไว้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จนสร้างความพอใจให้ชาวบ้านที่อยู่ตามแนวชายแดน และบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในบ้านเมือง ส่งผลทำให้การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนและภาคอีสาน พรรคภท.กวาด สส.ได้เป็นกอบกำ จากการปลุกกระแสชาตินิยม และความรักชาติ เป็นแคมเปญหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งถือว่าได้ใจจากชาวบ้านไปมากเลยทีเดียว     

กลายเป็นตัวแทน “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ซึ่งผลการเลือกตั้งสส.แบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ โดยเฉพาะในพื้นที่เลือกตั้งหลายจังหวัด จังหวัดในภาคอีสาน พรรคภท.กวาดเรียบหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดชายแดนกัมพูชา จ.สุรินทร์ พรรคภท. ชนะทั้ง 8 เขตเลือกตั้ง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมทั้งถิ่นบุรีรัมย์ชนะทั้ง 10 เขต นอกจากนั้น ก็ยังชนะที่ จ.บึงกาฬ ทั้ง 3 เขต ส่วน จ.ศรีสะเกษ พรรคสีน้ำเงิน ชนะ 8 จาก 9 เขต เหลือเพียงเขต 7 ให้พรรคเพื่อไทย (พท.)  

จ.ยโสธร ทั้ง 3 เขต และอำนาจเจริญ 2 เขต ตกเป็นของพรรคสีน้ำเงิน ส่วน จ.นครราชสีมา มีชิงชัยกัน 16 เขต พรรคภท.ชนะ 3 เขต แตกต่างจากครั้งที่แล้ว ที่ได้เพียงแค่ 1 เขต ส่วนพรรคปชน.ชนะ สส. 3 เขต และอีก 10 เขต พรรคพท.ยังเหนียวแน่นรักษาไว้ได้ นอกจากนี้การเลือกตั้งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภท.กวาดยกจังหวัด รวม 5 เขตเลือกตั้ง โดยเฉพาะเขต 2 นายนพ ชีวานันท์ พรรคภท. กลับมาเอาชนะ นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง พรรคปชน. ในฐานะแชมป์เก่า พื้นที่ภาคตะวันออกใน จ.จันทบุรี ซึ่งติดชายแดนไทย-กัมพูชา พรรคภท.ได้มาทั้ง 3 เขต เช่นเดียวกับปราจีนบุรีได้ยกจังหวัดรวม 3 เขต รวมทั้ง จ.ตราด ซึ่งพื้นที่ชายแดนทั้งบกและทะเลชนกับกัมพูชา มีเขตเดียว ตกเป็นของ นายพิชานนท์ อิงประสาร พรรคภท.

สำหรับ พื้นที่พรรคภท. ได้สส. “ยกจังหวัด” มากถึง 20 จังหวัด จากเดิมมีเพียง 8 จังหวัด ประกอบด้วย พิจิตร 3 เขต เพชรบูรณ์ 6 เขต อุทัยธานี 2 เขต อ่างทอง 2 เขต สิงห์บุรี 1 เขต อยุธยา 5 เขต บึงกาฬ 3 เขต บุรีรัมย์ 10 เขต สุรินทร์ 8 เขต ยโสธร 3 เขต อำนาจเจริญ 2 เขต ปราจีนบุรี 3 เขต จันทบุรี 3 เขต ตราด 1 เขต เพชรบุรี 3 เขต ชุมพร 3 เขต ระนอง 1 เขต  พังงา 2 เขต กระบี่ 3 เขต สตูล 2 เขต รวม 66 คน

นอกจากนี้ การดึงเทคโนแครต ที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามารับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล สร้างผลงานให้ประชาชนประทับใจ ทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่ผลักดันโครงการ “คนละครึ่งพลัส” นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ก็โชว์ผลงานผลักดันสินค้าเกษตรไปขายยังต่างประเทศ และยังออกมาช่วยพรรคภท. ร่วมดีเบตในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จนสร้างความประทับใจให้กับคนที่ติดตาม โชว์วิสัยทัศน์ที่เหนือกว่า บรรดาตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ  

ส่วน “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศ ก็ช่วยทำความเข้าใจกับนานาชาติ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จนทำให้บ้านเราได้เปรียบในเวทีโลก อีกทั้งยอมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งหัวหน้าพรรคภท.ยืนยันว่า หากกลับมาเป็นรัฐบาล ยังจะให้ทั้งสามคน มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เหมือนเดิม และยังจะให้ควบตำแหน่งรองนายกฯ ซึ่งกลายเป็นจุดขายสำคัญของพรรคสีน้ำเงิน และมีส่วนที่ทำให้ได้คะแนนจากระบบบัญชี เพิ่มขึ้นจาก 3 เปอร์เซ็นต์เป็น 19 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ในยุทธศาสตร์การต่อสู้การเลือกตั้ง นอกจากจะได้บ้านใหญ่ มาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ยังส่งบุคคลที่ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เป็นอดีตสส. ซึ่งล้วนผูกพันกันประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งหลายพื้นที่ยังใช้วิธี หลบหลีกกันไม่แข่งขันกันเอง กับบางพรรคการเมือง หรือบ้านใหญ่ที่เคยเป็นคู่แข่งกัน ที่เห็นได้ชัด คือ การแบ่งพื้นที่กับ “พรรคกล้าธรรม” (กธ.) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และพันธมิตรทางการเมือง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคกธ.ได้ สส. 58 ที่นั่ง เป็นระบบเขต 56 ที่นั่ง ส่วนสส.บัญชีรายชื่อ 2 ที่นั่ง จนกลายเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง และโอกาสได้ร่วมรัฐบาลกับ พรรคภท. เพราะเป็นพรรคการเมืองแรก ที่แยกตัวออกมาจากรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคพท. มาสนับสนุน “นายอนุทิน” ให้เป็นนายกฯ ทั้ง ๆ ที่ “ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกธ.  ก็มีความสัมพันธ์ที่ดี “นายทักษิณ ชินวัตร” ผู้มากบารมีเหนือพท.

ดังนั้นจึงไม่ใช้เรื่องแปลก ถ้าจะบอกว้า “ พรรคกธ.” จะอยู่ในทุกสูตร ที่มีพรรคภท.เป็นแกนนำรัฐบาล โดยสูตรแรก คือ “ไม่มีแดง” ประกอบด้วย พรรคภท. 193 + พรรคกธ. 57 + พรรคเล็ก รวมทั้งหมดเกินครึ่งสภาฯ 250 เสียงไม่มากนัก ถือว่าอยู่ในระดับ “ปริ่มน้ำ” ที่น่าสนใจคือความเห็นของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ออกมาให้ความเห็นถึงสูตรการจัดตั้งรัฐบาล ควรประกอบด้วยสีอะไรบ้าง เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพ ว่า เชื่อว่ายุทธศาสตร์ของพรรคภท. วางแผนไว้หมดแล้ว แต่รอเวลาให้ชัดเจน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดคุยกันถึงเรื่องดังกล่าว โดยสิ่งสำคัญคือเราต้องอย่าลืมเรื่องกรอบระยะเวลาที่ต้องรอให้กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้งสส. ภายใน 60 วัน ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ก็น่าจะครบกำหนดในช่วงต้นเดือนเม.ย. 69

“ถ้าผมเป็นพรรคภท. คงจะนั่งตีขิมอยู่ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องไปพูดคุยกับพรรคนั้นพรรคนี้ แต่บางพรรคการเมืองที่อยากร่วมรัฐบาล อาจจะพูดมากหน่อย แต่สำหรับพรรคกธ.ของเรานั้นอยู่ในที่ตั้ง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพจำเป็นต้องมีเสียงสส. รวมกัน 300 คนขึ้นไป หรือไม่  ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตนได้ขับเคลื่อนจนสามารถนำ สส.จากพรรคเล็ก 19 พรรค มารวมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  จนรวบรวมได้ 251 เสียง ก็สามารถอยู่รอดปลอดภัย เมื่อถามอีกว่าการใช้สูตรรวมเสียงพรรคเล็ก จะสามารถนำมาใช้ในรัฐบาลชุดใหม่นี้ได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้

หากเป็นสูตรแรก 2 พรรคหลักคือ ภูมิใจไทย กล้าธรรม และพรรคเล็ก ไทยรวมพลัง 6 พลังประชารัฐ 5 เศรษฐกิจ 3 รวมไทยสร้างชาติ 2 เพื่อชาติ 2 ไทยสร้างไทย 2 และ 10 พรรค 1 เสียง รวมทั้งหมด 281 เสียง อาจคำนวณโควตารัฐมนตรี 8 สส. / 1 เก้าอี้รัฐมนตรี ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง จะได้โควตา 24 รัฐมนตรี กล้าธรรม 58 ที่นั่ง จะได้ 7 รัฐมนตรี ซึ่งถือว่าสองพรรคหลัก จะได้เก้าอี้รัฐมนตรีเป็นกอบเป็นกำ และยังทำให้แกนนำพรรคภท.และกธ. มีความพอใจ เพราะได้ตำแหน่งฝ่ายบริหารอย่างทั่วถึง

ส่วนสูตรที่ 2 ประกอบด้วย 3 พรรค ภูมิใจไทย เพื่อไทย  และกล้าธรรม ร่วมกันแล้ว 325 เสียง ขณะที่เก้าอี้ใน ครม.มีเพียง 35 ที่นั่ง ไม่รวมเก้าอี้นายกฯ เมื่อนำ “เสียงทั้งหมด” หารด้วย “จำนวนเก้าอี้รัฐมนตรี” เท่ากับว่า ครม.นายกฯอนุทินนี้จะใช้สูตร “สส.9.5” ที่นั่งต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง ซึ่งโดยปกติ จะปัดเศษเป็น “10 ที่นั่ง” ต่อ “1 รัฐมนตรี” อาจคำนวณโควตารัฐมนตรีได้ดังนี้ ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง จะได้โควตา 21 รัฐมนตรี เพื่อไทย 74 ที่นั่ง จะได้โควตา 8 รัฐมนตรี กล้าธรรม 58 ที่นั่ง จะได้ 7 รัฐมนตรี

ด้าน “นายอนุทิน” ตอบคำถามสื่อ  เมื่อถูกถามว่า จะดึงพรรคพท.มาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ ว่า ทุกอย่างอยู่ในความคิด และอยู่ในกระบวนการ อย่างไรก็ตามต้องเอาเรื่องนี้ เข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ด้วย ซึ่งยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ เมื่อถามต่อว่าดูเหมือนพรรคภท.กับพรรคพท.จะเล่นกันแรง อย่างช่วงหลังที่คดีต่าง ๆ มีความคืบหน้า เหมือนเป็นการเผาสะพานมิตรภาพระหว่างภท.และพท. สะพานจะกลับมาเชื่อมกันได้อีกหรือไม่ว่า  สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีตั้ง 5 แห่ง เดี๋ยวก็มีแห่งที่ 6 แล้ว 

จับท่าทีหัวหน้าพรรคภท. เหมือนยังไม่ตัดโอกาส “พรรคพท.” เพราะคงไม่อยากปิดกั้นทางเลือกไม่ให้เหลือแค่เส้นทางเดียว อีกทั้งพรรคพท. อาจมีข้อเรียกร้อง ขอกระทวงเกรดเอบวกอย่าง “คมนาคม” หรือ “มหาดไทย” ในฐานะ พรรคที่มีเสียงเป็นลำดับ 2 ซึ่งทั้งสองกระทรวงเชื่อว่า แกนนำพรรคภท.มีความต้องการเหมือนกัน เพราะเกี่ยวข้องกับงบประมาณ และกลไกที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งคงอยู่ที่การต่อรอง และยังมีเวลาในการพูดคุย จนถึงเดือนเม.ย. กว่ากกต.จะรับรองผลการเลือกตั้ง แต่เชื่อว่า นาทีนี้สูตรจัดตั้งรัฐบาล คงมีอยู่แค่ 2 สูตร  ยิ่งเป้าหมายของหัวหน้าพรรคภท. ต้องการอยู่ครบ 4 ปี คงจัดวางยุทธศาสตร์อย่างดีที่สุด เพราะถูกยกเป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยม พรรคการเมืองอื่นต่างอ่อนแอหมด ยกเว้น “กธ.” พรรคสีน้ำเงินจึงมีเดิมพันสูงมากทีเดียว

……………………………………..

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย…“แมวสีขาว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img