หน้าแรกCOLUMNISTSจับตา“พท.-กธ.”แค้น-รอวันเอาคืน“ภท.” หลังถูก“กินรวบ”ยึด“กระทรวงเกรด A”

จับตา“พท.-กธ.”แค้น-รอวันเอาคืน“ภท.” หลังถูก“กินรวบ”ยึด“กระทรวงเกรด A”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

การเมืองไทยเป็นเรื่องคาดเดายากจริง ๆ ใครจะคิดว่า “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ที่ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย กวาด สส.มากถึง 193 ที่นั่ง โดยทิ้งห่างพรรคการเมืองที่ได้ สส.มาเป็นลำดับที่ 2 เกือบ 80 ที่นั่ง คือ “พรรคประชาชน” (ปชน.) ที่ได้ 118 ที่นั่ง และคาดว่า คงเลือก “พรรคกล้าธรรม” (กธ.) มาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเป็นลำดับแรก เพราะนำ สส.ได้ถึง 58 ที่นั่ง ซึ่งหากมาบวกร่วมกับ “ภท.” จะได้ สส. 251 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเกินครึ่ง จากนั้นในทางการเมือง ก็จะมีพรรคอื่นวิ่งเข้ามา 

ยิ่งย้อนไปดูความสัมพันธ์ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ภท. และ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. ต้องถือว่าอยู่ในระดับ “ดีเยี่ยม” เพราะในช่วงการชิงจัดตั้งรัฐบาล ระหว่าง“พรรคเพื่อไทย” (พท.) กับ “ภท.” หลัง “แพทองธาร ชินวัตร” ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ “ผู้กองคนดัง” ก็นำ“ทัพสีเขียว” มาสนับสนุน “อนุทิน”

จนในที่สุดก็ทำให้พรรคสีน้ำเงิน ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งช่วงเป็นฝ่ายบริหาร ก็ทำงานกันมาได้อย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาความขัดแย้งอะไรทั้งสิ้น

แม้กระทั่งในช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 ก็มีข่าวมีการจับมือกัน และหลบหลีกกันในบางพื้นที่ แต่กลับกลายเป็นว่า…“พลพรรคสีเขียว” กลับเดินสุดซอย ชิงพื้นที่ของ “พลพรรคสีน้ำเงิน” ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เขต 3 จ.สุพรรณบุรี ที่อยู่ในการดูแลของ “วราวุธ ศิลปอาชา” และบางพื้นที่ใน จ.เพชรบูรณ์ ของ “สันติ พร้อมพัฒน์” ทำให้เกิดกระแสข่าว “ความไม่พอใจ” ที่มีการหักหลังกัน ทั้งที่ตกลงกันไว้แล้ว

ดังนั้น ภายหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ในช่วงการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล “พท.” กลับได้รับการติดต่อให้มาร่วมงานก่อน ทั้งที่ในระหว่างการหาเสียงของพรรคสีน้ำเงินกับพรรคสีแดง ก็โจมตีกันดุเดือด…ก็ตาม

มีรายงานว่า ในสัปดาห์นี้ “ภท.” จะทาบทามพรรคการเมืองที่ได้ สส.มากเป็นอันดับ 3 คือ “กธ.” ที่ได้ สส. 58 เสียง โดยจะขอ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” (กษ.) กลับมา เพื่อมาทำเรื่องสินค้าเกษตร ควบคู่กับ “กระทรวงพาณิชย์” (พณ.)

จึงต้องดูการเจรจาระหว่าง “เนวิน ชิดชอบ” และ “ร.อ.ธรรมนัส” ว่าจะออกมาในรูปแบบใด เพราะหาก “กธ.” ไม่ยินยอมตามข้อเสนอ ก็จะเจรจา “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) ที่มี สส.22 เสียง เป็นพรรคลำดับ 4 และส่งผลให้ “กธ.” ต้องไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรค ปชน.

ด้าน “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค ภท. กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล หลังมีกระแสข่าวว่า จะไม่เชิญพรรค กธ.เข้าร่วมรัฐบาลว่า “เราได้แสดงเจตจำนงไปตั้งแต่ต้นว่า จะคุยกับทุกพรรคตามลำดับ แล้วแต่ว่าใครที่แสดงเจตจำนงว่า จะมาร่วมงานกับพรรค ภท. ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ยังไม่มีการประสานงานมาจากพรรค กธ.”

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่า “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่พรรค ภท. ไปพูดคุยนั้น “ไชยชนก” ตอบว่า “นายเนวินเกี่ยวอะไร เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท.ได้ประกาศไปแล้วว่า จะพูดคุยกับทุกพรรค และต้องรอผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นไปตามที่ได้แถลงว่า ตอนนี้มีพรรค พท.และพรรคเล็ก”

หลังจากนั้น “ไผ่ ลิกค์” เลขาธิการพรรค กธ. เปิดเผยถึงความชัดเจนในการสนับสนุนพรรค ภท. จัดตั้งรัฐบาลว่า “ได้โทรศัพท์พูดคุยประสานกับนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ภท. โดยพรรค กธ.ไม่มีข้อต่อรองหรือเงื่อนไขทางการเมืองใด ๆ ตามที่เป็นข่าวทั้งสิ้น”

ขณะที่จนถึงวันที่ 16 ก.พ. พรรค ภท. ได้รวบรวมและประกาศอย่างเป็นทางการ รวมทั้งสิ้น 278 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง, พรรคเพื่อไทย 74 เสียง, พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง, พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง, และพรรคเล็ก จำนวน 6 พรรค พรรคละ 1 เสียง รวม 6 เสียงคือ พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่ ซึ่งเกินครึ่งไป 28 เสียงแล้ว

ที่น่าสังเกตคือ คำชี้แจงของเลขาธิการพรรค ภท. ที่บอกว่า ทุกพรรคที่มาแถลงร่วมสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ ล้วนแต่แสดงเจตจำนงมาเอง แต่คำถามคือ เป็นไปได้หรือ ที่พรรค กธ.จะไม่แสดงจุดยืนในการสนับสนุนพรรค ภท.เป็นแกนนำรัฐบาล

ยิ่งก่อนหน้านั้น “แกนนำพรรคสีเขียว” ต่างมั่นใจว่า จะได้ไปต่อในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล แต่ข่าวที่ออกมาจาก “ว่าที่พรรคแกนนำรัฐบาล” ที่สื่อสารไปถึงพรรค กธ. ส่วนใหญ่ล้วนออกใน “ทางลบ” ไล่ตั้งแต่ขอยึดคืนกระทรวงเกษตรฯ อ้างเพื่อให้การทำงานเป็นระบบ เพราะต้องประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา “อนุทิน” ได้แจ้งสถานการณ์ว่า จะทยอยเชิญพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ได้คะแนนตามลำดับจากมากไปน้อย โดยจะเชิญ พท. กธ. และ ปชป. ตามลำดับ แต่จะไม่เชิญพรรค ปชน. เนื่องจากแสดงเจตนารมณ์ต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

โดยในที่ประชุมมี “ว่าที่ สส.ภท.” หลายคนแสดงความอึดอัดใจกับการร่วมรัฐบาลกับพรรค กธ. เพราะเกรงว่า จะมีผู้ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ให้ถอดถอนนายกฯ หากมีการทูลเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลหรือแกนนำของพรรค กธ. ที่มีประวัติเป็นที่เคลือบแคลง ทั้งข้อกฎหมาย รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่สังคมยังคงกังขา

นั่นหมายความว่า พรรค ภท. ไม่ต้องการให้ “ร.อ.ธรรมนัส” เข้ามีตำแหน่งในฝ่ายบริหาร ทั้ง ๆ ที่ใน “รัฐบาลอนุทิน 1” ก็ยังมีชื่อ “ผู้กองคนดัง” เข้าร่วมงานในฝ่ายบริหาร

ก่อนหน้านี้ “แกนนำพรรคสีน้ำเงิน” ไปดึง “พรรคเล็ก ๆ” มาร่วมงานกับ “ภท.” ก่อน เพื่อลดอำนาจต่อรองของ “ผู้กองคนดัง” หลังออกมาระบุว่า มีเสียง สส.อยู่ในมือเกือบ 80 เสียง นั่นหมายความว่า อำนาจต่อรองจะอยู่ที่ “พรรค กธ.” 

ดังนั้น “พรรคแกนนำสีน้ำเงิน” จึงรีบชิง “เปิดตัวพรรคเล็ก” และรีบดึง “พท.” มาร่วมเปิดตัว ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อตอกย้ำว่า รัฐบาลเสียงเกินครึ่ง (250 เสียง) แล้ว

นั่นหมายความว่าทั้ง “ภท.” และ “กธ.” ต่างเล่นบทชิงการเป็น “แกนนำ” ให้มีความเหนือกว่าในทางการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แต่ละฝ่ายมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

อีกทั้งภาพของ “ร.อ.ธรรมนัส” นับตั้งแค่สมัยร่วมงานกับรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็เคยถูกวิจารณ์ว่า “พยายามล้มรัฐบาลลุงตู่” หรือ “โดดหนีจากรัฐบาลพรรค พท.” หลัง “แพทองธาร” พ้นจากตำแหน่ง “ผู้กองคนดัง” จึงกลายเป็นบุคคลที่ไว้วางใจไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้แกนนำพรรค ภท. เกรงว่า “ผู้กองคนดัง” จะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลในอนาคต

ที่น่าสนใจคือ “อนุทิน” ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการจัดตั้งรัฐบาล เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า “พรรค ภท. จะเป็นผู้รับผิดชอบด้านการบริหารงานความมั่นคง ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทย ต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด การปิดด่านชายแดน จะดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงการยกเลิก MOU 44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มั่นใจในพรรค ภท. ผมและคุณสีหศักดิ์ (พวงเกตุแก้ว) สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป

อกจากนี้ พรรค ภท. จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนาน ขึ้นมาจากหล่มให้ได้ การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือ ทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลักคือ อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ ทั้งหมดนี้จะอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ผมขอสัญญาว่าจะทำให้ทุกคะแนนที่ท่านมอบให้พรรคภท.มีคุณค่าสูงสุด และเป็นพลังที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน”

อ่านสิ่งที่ “หัวหน้ารัฐบาล” สื่อสาร เหมือนพรรคสีน้ำเงินจะยึดกุมหน่วยงานที่สำคัญไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

ถามว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะรับได้หรือไม่ แม้ “ร.อ.ธรรมนัส” จะออกมายืนยันว่า “การเป็นนักการเมือง คุณจะไปยึดกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ มันไม่ใช่ การจัดสรรหรือเจรจาอยู่ที่แกนนำพรรค ไม่ใช่ว่าตนจะอยู่ที่นี่ตลอดเวลา เป็นการผิดมารยาทมากนะ การวิตกกับเหตุการณ์ ที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด หลังมีข่าว พรรคภท.ต้องการขอกระทรวงเกษตรฯ กลับมาให้พรรคแกนนำรัฐบาล  อีกทั้งกระทรวงท่องเที่ยวฯ ก็อาจไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม จากนี้ไปคงต้องรอว่า พรรคแกนนำรัฐบาลจะจัดสรร หน่วยงานมาให้ดูแล เพราะเหลือแต่กระทรวงเกรดบี เกรดซี อีกทั้งยังต้องรอการจัดสรรกระทรวง ให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงเป็นลำดับ 2 ซึ่งก็คือ พท.”

นอกจากนี้ยังมีข่าวปล่อยออกมาว่า พรรค ภท.เสนอ 5 กระทรวง ให้พรรค พท. ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงการอุดมศึกษาฯ, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล อ้างว่ายังไม่ถึงเวลา ต้องรอให้ “กกต.” รับรองผล เพื่อรับรู้จำนวน สส. เป็นทางการก่อน  

นอกจากนี้ระหว่างที่มีการหารือระหว่าง พรรค ภท.และ พรรค พท. ทาง “แกนนำพรรคสีน้ำเงิน” ได้แจ้งกับ “แกนนำพรรค พท.” ว่า “พรรค ภท.มีความประสงค์จะกำกับกระทรวงด้านความมั่นคง รวมถึงกระทรวงด้านเศรษฐกิจทั้งระบบ  เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพตามนโยบายที่ประกาศต่อประชาชน” 

แต่ในข้อเท็จจริงทางการเมือง เชื่อว่า พรรคการเมืองไหนที่ประกาศสนับสนุนให้พรรคไหนได้ลำดับ 1 ในเบื้องต้นต้องรับรู้ว่า จะมีหน่วยงานไหนที่จะต้องได้ดูแล

ยิ่งพรรคแกนนำรัฐบาลไม่ได้เสียงเกินครึ่ง ต้องอาศัยเสียงจากพรรคต่าง ๆ หากจะมายึดอำนาจเบ็ดเสร็จ คงอาจเกิดปัญหาขึ้น ยิ่งพรรค พท.ได้ 74 เสียง บวกรวมกับพรรค กธ. 58 เสียง แค่ 2 พรรคนี้ร่วมกันก็มี 132 เสียง หากทั้ง 2 พรรคเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หากในอนาคตวันใดวันหนึ่ง เกิดปัญหาความขัดแย้งกับพรรคแกนนำรัฐบาล ทั้ง “พท.” และ “กธ.” ก็ร่วมกันถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลได้ นั่นหมายความว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ “ภท.” จะมีอันเป็นไปในทันที

วันนี้พรรคแกนนำรัฐบาลอาจจะได้เปรียบ แต่ในอนาคตหากมีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อนึกถึงจุดเริ่มการเป็นรัฐบาล ถ้าหากมีการกดดันพรรคร่วมรัฐบาลมากไป ถึงเวลาอาจมีการ “เอาคืน” ยิ่งพรรคฝ่ายค้านประกอบด้วย “ปชน.” และ “ปชป.” ถือว่า ศักยภาพไม่ธรรมดา!!!

อีกทั้งตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ทาง “แกนนำพรรคสีน้ำเงิน” ยืนยันว่า นอกจากจะเป็นโควตาของพรรคที่ได้เสียงลำดับ 1 รวมทั้งตำแหน่ง “รองประธานสภาฯ คนที่ 1” ก็จะเป็นโควตาพรรคสีน้ำเงินด้วย โดยคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะเป็นผู้พิจารณาและชี้ขาดต่อไป ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา จะเป็นสัดส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล

วันนี้ “พรรค ภท.” จะเล่นบท “กินรวบ” ยึดตำแหน่งสำคัญ ทั้งในฝ่ายบริหาร หรือประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จนไม่คำนึงถึงความรู้สึกของ “พรรคร่วมรัฐบาล” บางทีสิ่งที่ทำในวันนี้ จะก่อให้เกิดเภทภัยกับ “ภท.” ในอนาคตก็เป็นได้ ถือเป็นสิ่งที่ต้องพึงระลึกและระวังไว้อย่างยิ่ง

……………………………………

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย…“แมวสีขาว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img