หน้าแรกCOLUMNISTS“ฝ่ายค้าน”สะดุด!!“พรรคส้ม”ชิงเหลี่ยม “กธ.-ปชป.”เล่นบท…..“ต่างคนต่างเดิน”

“ฝ่ายค้าน”สะดุด!!“พรรคส้ม”ชิงเหลี่ยม “กธ.-ปชป.”เล่นบท…..“ต่างคนต่างเดิน”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

การเมืองไทยเวลามีการเลือกตั้ง ไม่ว่ายุคสมัยไหน จะเห็นว่าไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน เช่นเดียวกับการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ซึ่ง “พรรคประชาชน (ปชน.)” หมายมั่นปั้นมือ หวังเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เช่นเดียวกับหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ค. 66 ในช่วงนั้นพรรคสีส้มใช้ชื่อ “พรรคก้าวไกล (ก.ก.)” ได้สส.ถึง 151 ที่นั่ง เป็นพรรคที่ได้เสียงมากที่สุด แต่กลับไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล 

เนื่องจากมีนโยบายแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112  และยังนำมาสู่การถูกยุบพรรค จนกลายมา “พรรคปชน.”  แต่ในที่สุดการเลือกตั้ง ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ก็นำมาสู่ความผิดหวังของพรรคส้มอีกครั้งต้องพ่ายแพ้ให้กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ได้สส. 191 ที่นั่ง 

ส่วนพรรคส้มได้เพียง 120 เสียง ต้องรับสภาพการเป็นพรรคฝ่ายค้าน มาทำงานรวมกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) และประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำให้มีเสียงวิจารณ์ตามมา การทำงานของพรรคฝ่ายค้านจะมีเอกภาพหรือไม่ เพราะในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งปชน.และปชป. ประกาศไม่ขอร่วมงานกับ พรรคกธ. โดยอ้างเรื่องภาพลักษณ์ผู้บริหารพรรค ซึ่งคงหนีไม่พ้น “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกธ.

นอกจากนี้ ในทางการเมืองใครก็ทราบว่า “ พรรคกธ.” ไม่ได้มีความตั้งใจ กับการเป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่เนื่องจากภท. ต้องการนำเก้าอี้ รมต. ไปแบ่งให้บรรดาบ้านใหญ่ และบุคลากรในพรรค จึงจำเป็นต้องตัดพรรคกธ. ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าในอนาคต “ร.อ.ธรรมนัส” ยังหวังที่จะเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หากเกิดปัญหาความขัดแย้ ระหว่าง “ภท.” กับ “พท.” เพราะหากสส.ของพรรคภท. ต้องไปทำหน้าที่รัฐมนตรีหลายคน อาจมีปัญหาเรื่ององค์ประชุม เพราะฝ่ายบริหารหากมีภารกิจ อาจไม่สามารถเข้าร่วมประชุมสภาได้ เพราะเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯไป 42 เสียง ซึ่งถือเป็นจำนวนไม่มาก ดังนั้นพรรคกธ.ยังเชื่อว่า พอมีลุ้นที่จะเป็นฝ่ายบริหารได้

ที่สำคัญในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มี.ค. พรรคปชน. ส่งบุคคลลงชิงตำแหน่งดังกล่าวด้วย โดยผลักดัน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” ขณะที่พรรคแกนนำรัฐบาลส่ง “นายโสภณ ซารัมย์” ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วมลงคะแนนทั้งสิ้น 497 คน ผลการปรากฏว่า นายโสภณ ได้คะแนนเสียง 289 คะแนน ขณะที่ นายพริษฐ์ ได้ 123 คะแนน มีผู้งดออกเสียง 80 เสียง และบัตรเสีย 5 ใบ โดยพรรคที่งดออกเสียง 2 พรรคฝ่ายค้าน “กธ.” 58 เสียง และ “ปชป.” 21 เสียง ซึ่งกลายเป็นบาดแผลแรก ของการทำงานพรรคฝ่ายค้าน ทำให้มีคำถามว่า จากนี้ไปกระบวนการตรวจสอบจะมีเอกภาพหรือไม่ อีกทั้งยังมีสมาชิกพรรคส้ม ออกมาให้ความเห็น “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ผู้สมัครสส. จ.สงขลา พรรคปชน. โดยชี้ว่าผลโหวตครั้งนี้สะท้อนความชัดเจนทางการเมืองครั้งแรก อย่างเป็นทางการว่าแท้จริง เรามีพรรคฝ่ายค้านเพียง 123 เสียง ที่เหลือคือ พรรครอร่วมรัฐบาล และพรรครัฐบาล ก็เข้าใจได้แหละนะ เพราะลงทุนยิงกระสุนไปเยอะ ก็ต้องหวังจะได้เข้าร่วมรัฐบาลจะได้ถอนทุนคืนกับเขาด้วย ไม่ว่ากระสุนที่ยิงไปนั้นอาจเรียกกันตรง ๆ ว่า “เงินซื้อเสียง” หรือบางพรรคมีวาทกรรมไพเราะว่า “เงินเชิญชวนไปลงคะแนนเลือกตั้ง” ก็ตาม แต่ก็หวังจะได้ถอนทุนคืน

การให้ความเห็นดังกล่าว ย่อมกระทบกับกธ. ซึ่งต้องทำงานร่วมกันในฐานะพรรคฝ่ายค้าน เพราะเหมือนต้องการดิสเครดิตเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นไปได้ว่าแกนนำพรรคสีเขียว อาจมีความรู้สึกที่ไม่ดี กับการทำงานร่วมกันสองพรรคฝ่ายค้าน และมีคำถามว่า ก่อนจะส่งตัวแทนลงชิงตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ แกนนำพรรคฝ่ายค้านได้แจ้งให้พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมรับทราบหรือไม่ หรือคิดว่าพรรคฝ่ายค้านเป็นเรื่องของต่างคนต่างทำ ไม่เหมือนพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีเอกภาพในการทำงาน เพราะการผลักดันประเด็นต่าง ๆ ในขั้นตอนกระบวนการนิติบัญญัติ ต้องไม่ให้มีปัญหา เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบเสถียรภาพของรัฐบาล

ด้าน “นายพงศกร ขวัญเมือง” โฆษกพรรคปชป. โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กถึงสาเหตุที่ สส.พรรคปชป. งดออกเสียงในการลงมติเลือกประธานสภาฯ ว่า 1.การทำงานในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องมีเอกภาพ โดยการเสนอชื่อตำแหน่งสำคัญระดับประธานสภาฯ ควรมีการหารือร่วมกันในกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อหาจุดยืนที่เป็นหนึ่งเดียว แต่ในครั้งนี้พรรคปชน. ได้ตัดสินใจเสนอชื่อ โดยไม่ได้มีการพูดคุยหรือขอมติร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นล่วงหน้า 2.ความถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 106 ซึ่งระบุชัดเจนว่าผู้นำฝ่ายค้าน ต้องมาจากพรรคที่ไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งประธาน หรือรองประธานสภาฯ การที่พรรคฝ่ายค้านอันดับ 1 เสนอคนของตัวเองชิงตำแหน่งประธานสภา จึงดูย้อนแย้งกับบทบาทผู้นำฝ่ายค้านที่พรรคต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

3.เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าการสร้างความสนใจ พรรคปชป.เคารพในวิสัยทัศน์ของผู้ถูกเสนอชื่อ แต่ในสถานการณ์ที่ตัวเลขคะแนนเสียงในสภา เห็นผลลัพธ์ในทางปฏิบัติชัดเจนอยู่แล้ว พรรคประเมินว่าการเสนอชื่อครั้งนี้เป็นไป เพื่อการใช้พื้นที่สภา สร้างความสนใจมากกว่าการมุ่งหวังชัยชนะจริง พรรคปชป.จึงเลือกที่จะไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว 4. รักษาความเป็นอิสระและอุดมการณ์ของพรรค โดยประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจน เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มกำลังเพื่อตรวจสอบรัฐบาล จึงไม่โหวตสนับสนุนฝั่งรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่ใช่ “พรรคบริวาร” ของใคร

“เรามีแนวทางและกระบวนการตัดสินใจที่เป็นอิสระตามมติพรรค เพื่อรักษาตัวตนและอุดมการณ์ที่เรายึดถือ ขอยืนยันว่า การงดออกเสียงครั้งนี้ คือการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เราพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง การให้เกียรติ และการพูดคุยหารือร่วมกันครับ” นายพงศกร ระบุ

ถือเป็นการสอนมวยและตอกหน้าพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ทั้งการไม่ศึกษากฎหมาย หวังใช้เวทีสภาฯ เพื่อสร้างคะแนนนิยม และเรียกร้องความสนใจ ซึ่งในที่สุดแทนที่จะถูกจดจำ ได้รับการยอมรับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่กลายเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถาม พรรคปชน.ตัดสินใจเสนอชื่อโดยไม่ได้มีการพูดคุย หรือขอมติร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นล่วงหน้า แต่มีการชี้แจงจากแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ว่ามีการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ว่าใครพูดจริงและใครพูดเท็จ

“นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการโหวตเลือกประธานสภาฯ ที่พรรคปชป. ระบุถึงเหตุผลที่งดออกเสียง เพราะพรรคปชน.ไม่ได้ติดต่อไปอย่างเป็นทางการว่าจะส่งตนเป็นประธานสภาฯ ว่า ในข้อเท็จจริง คือ “นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล” อดีตประธานวิปฝ่ายค้าน ได้แจ้งพรรคปชป. ล่วงหน้าไปแล้วหลายวัน ว่าพรรคปชน.จะส่งบุคคลชิงตำแหน่งประธานสภา พร้อมย้ำว่าพรรคประชาชนเคารพสิทธิของแต่ละพรรคในการลงมติ โดยเมื่อวันที่ 15 มี.ค.69 เป็นวาระแรกของสภาชุดนี้ ต้องยอมรับว่าก่อนที่จะมีการเลือกประธานสภา อาจจะยังไม่มีความชัดเจนเท่าวันนี้ ว่าพรรคไหนอยู่ในซีกรัฐบาลและพรรคไหนอยู่ในซีกฝ่ายค้าน แต่วันนี้มีความชัดเจนแล้วว่าพรรคไหนที่อยู่ในซีกฝ่ายค้าน คงจะต้องมีการหารือร่วมกันผ่านกลไกฝ่ายค้านเพื่อวางแผนทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลร่วมกันไม่ได้มีปัญหาอะไร

ส่วนที่ถูกมองว่าภาพรวมของฝ่ายค้านไม่มีเสถียรภาพนั้น คือการทำงานของฝ่ายค้านมีความแตกต่างจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะพรรคร่วมรัฐบาลตกลงเป็นรัฐบาลร่วมกัน ดังนั้นความคาดหวังในประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่ถูกเสนอ ครม.หรือนโยบายต่าง ๆ ของฝ่ายบริหาร โดยหวังว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมีจุดยืนสอดคล้องกันเป็นเอกภาพ ส่วนฝ่ายค้านเป็นการรวมตัวกันของฝ่ายที่ไม่ได้อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล จึงมีจุดยืนในบางประเด็นที่แตกต่างกัน การทำงานจึงต้องเคารพจุดยืนที่แตกต่างกันในบางประเด็น ไม่ได้ลดทอนจุดร่วมที่จะต้องตรวจสอบรัฐบาล

คำถามคือในการโหวตเลือกนายกฯ มีข่าวพรรคปชน.จะเสนอชื่อ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ลงชิงเก้าอี้นายกฯ ในวันที่โหวตตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร จะแจ้งพรรคร่วมฝ่ายค้านให้รับทราบก่อนหรือไม่ และเพราะพอปรากฏข่าวในเรื่องนี้ ก็มีการย้อนคำพูดพรรคส้ม เคยพูดไว้ว่า ถ้าพรรคไม่ได้เสียงเป็นลำดับหนึ่ง จะไม่ส่งคนลงแข่งชิงตำแหน่งนายกฯ    

นอกจากนี้ “น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ” อดีต สส.กทม. พรรคปชน. ยังออกมาแสดงความคิดเห็นว่าทำไปเพื่อสร้างกระแส ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าโหวตในสภาฯ จะอย่างไรก็แพ้แน่ ๆ อีกทั้ง “ร.อ.ธรรมนัส” ยังระบุว่า ในการโหวตว่าเลือกนายกฯ พรรคอาจจะเสนอบุคคลเข้าชิงตำแหน่งสำคัญ ซึ่งก็คือชื่อผู้กอง เพราะเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว ผู้กองคนดังอาจต้องการเช็คเสียงของพรรคตัวเอง จะอยู่ครบหรือไม่ เท่ากับเสียงหนุนหัวหน้าพรรคปชน.อาจต้องลดลงไปอีก ยิ่งตอกย้ำความเป็นเอกภาพพรรคฝ่ายค้าน อาจส่งผลประสิทธิภาพการทำงาน กับการตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้พรรคปชน. ยังมีชนักติดหลัง เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดอดีต 44 พรรคก้าวไกล (กก.) กรณีลงชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมี 10 สส. พรรคปชน.ติดร่างแห่ตามมาด้วย โดยหนึ่งในนั้นคือ “นายณัฐพงษ์” ซึ่งถ้าหากศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ทำให้หัวหน้าพรรคปชน. และอีกจำนวน 9 สส. พรรคปชน.ต้องหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ เลยมีข่าวว่า หากคำร้องของขอความเป็นธรรม ของทีมกฎหมายพรรคส้ม ขอให้ศาลฎีกาไม่สั่งให้ สส.ปชน. ทั้ง 10 คน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นผลสำเร็จ พรรคปชน.จะปรับโครงสร้าง 

หาก “นายณัฐพงษ์” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะกระทบการทำหน้าที่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ จึงมีความเป็นไปได้ที่หัวหน้าพรรคปชน. จะลาออกจากตำแหน่งผู้นำพรรค เพื่อเปิดทางให้คนไม่มีปัญหาเรื่องคดีความ เข้ามารับตำแหน่งแทน แสดงความรับผิดชอบ จากการนำพรรคพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 แบบย่อยยับ ห่างจากพรรคอันดับหนึ่งกว่า 70 ที่นั่ง

นอกจากนี้ยังมีปมร้อน ที่เกี่ยวข้องกับพรรคส้มอีก โดย “กรมการปกครอง” ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีข้อมูลของประชาชนเกิดการรั่วไหลในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อตัว-ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และข้อมูลอื่น ๆ

กรมการปกครอง โดยสำนักบริหารการทะเบียน ได้แจ้งยกเลิกการให้พรรคปชน. ใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงโปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป และได้แจ้งให้จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลให้กรมการปกครองทราบ เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และดำเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของข้อมูล และพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ กับทุกหน่วยงานด้วยนโยบายการรักษาความลับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

กรณีมีการนำข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน ของประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือใช้เกินวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด หรือการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมิได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม หากตรวจพบว่ามีการกระทำความผิด สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จะพิจารณาเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือร้องเรียนเพื่อให้มีการพิจารณาโทษทางปกครอง ตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดต่อไป

ซึ่งจากกรณีดังกล่าว “นายศรีสุวรรณ จรรยา” ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้สืบสวนหรือไต่สวนและวินิจฉัยยุบพรรคปชน.  ออกมายอมรับว่ามีบุคคลภายนอก สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคบางส่วนได้ ถือได้ว่าเป็นการย่อหย่อนต่อการป้องกันข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก อันอาจทำให้มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลไปก่ออาชญากรรมอันเป็นการคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ (รธน.) 2560 และ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรง ทำให้บุคคลภายนอกล้วงข้อมูลฐานสมาชิกได้ ถือเป็นภัยต่อข้อมูลของสมาชิก อันอาจเป็นการคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ ขัดต่อมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92 (3) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 เข้าข่าย ถูกยุบพรรคได้หรือไม่

นั่นหมายความว่า วิบากกรรมของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ทั้งเรื่องคดีความที่เป็นบ่วงรัดคอ และปัญหาการประสานงานกับเพื่อนร่วมงาน ยังมีช่องว่าง และการสร้างเอกภาพให้สังคมได้เห็น นั่นหมายความประสิทธิภาพ การตรวจสอบฝ่ายบริหาร ย่อมไม่แสดงพลานุภาพอย่างเต็มที่ ยิ่งจะส่งผลทำให้รัฐบาลสีน้ำเงิน ฝ่าคลื่นลมได้ อยู่ได้แบบไร้อุปสรรค และไม่มีปัญหา เนื่องจากฝ่ายค้านอยู่ในสภาพ “เป็ดง่อย” ทำหน้าที่ไปแบบพิกลพิการ

……………………………………

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย…“แมวสีขาว”

                                                                                                                                                               แมวสีขาว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img