spot_img

ไล่จิก“ภท.-เทคโนแครต”หวังฉุดผลงาน “พท.”เอาคืน-“พีระพันธุ์”มีอำนาจไม่ทำ!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

สัปดาห์นี้ได้เห็น โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งถือเป็น นายกรัฐมนตรีคนเดิม นับเป็นหัวหน้ารัฐบาลคนที่ 32 ถูกเรียกเป็น “อนุทิน 2” ซึ่งรายชื่อ ครม.ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย 

จะมีเพียงปัญหาในช่วงโค้งสุดท้าย “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำคนสำคัญของสส. “กลุ่มแป้งมัน” ฝ่าปมร้อนไปไม่ไหว ภายหลังการยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบประวัติ และคุณสมบัติผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

แต่ปรากฏว่า “สุดาวรรณ” ซึ่งมีชื่อนั่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯ มีปัญหาคุณสมบัติไม่ผ่าน แต่ตำแหน่งดังกล่าวยังเป็นโควตา “กลุ่มแป้งมัน” จึงส่ง “นิกร โสมกลาง” สส.เขต 8 นครราชสีมา ในฐานะ “คนใกล้ชิด” เข้ามารับตำแหน่งแทน

หลังก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียก “สุดาวรรณ” ให้มารับทราบข้อกล่าวหา กรณีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์หาดสวนยา ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

โดยเจ้าตัวชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเป็นกรรมการบริษัทฯ จึงมีการฟ้องในนามที่เป็นกรรมการบริษัทฯ แต่ซื้อ-ขายอย่างถูกต้องทางกฎหมายอยู่แล้ว

นอกจากนี้ “อนุทิน” ยังเปลี่ยน “มือกฎหมาย” จากเดิมที่ใช้บริการของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อายุ 71 ปี ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงกฎหมายมหาชน และการเมืองไทย โดยมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.)  และกฎหมายสำคัญหลายฉบับของประเทศไทย โดยมีรายงานว่า “บวรศักดิ์” ได้แจ้งนายกฯ ไม่ขอรับตำแหน่ง ครม.ครั้งนี้ ซึ่งมีหลายสาเหตุที่ “บวรศักดิ์” ปฏิเสธร่วมงานกับรัฐบาลพรรค ภท.

เนื่องจาก ความอึดอัด ลำบากใจ เกี่ยวกับ ข้อครหาเรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระ คดีที่เกี่ยวโยงทางการเมือง ทั้งเรื่อง ฮั้ว สว. และ คดีเขากระโดง ซึ่งสุ่มเสี่ยงเป็นปัญหาจริยธรรมทางการเมือง และมีบางกรณีที่รัฐบาลต้องการให้ “บวรศักดิ์” ช่วยให้ความเห็นทางกฎหมาย เพื่อลดกระแสเรื่องเหล่านี้ แต่ “บวรศักดิ์” ปฏิเสธ 

แต่ข่าวอีกกระแสคือ “บวรศักดิ์” อาจได้รับมอบหมาย ให้เข้ามาดูแลกระบวนการร่าง รธน. ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากการทำประชามติ ซึ่งจะมีความสำคัญมาก เพราะเกี่ยวข้องกับกำหนดรูปแบบในการปกครองประเทศ การใช้อำนาจฝ่ายบริหาร การทำงานของกระบวนการนิติบัญญัติ ที่มาขององค์กรอิสระ การตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่ง รธน.ถือเป็นกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ จึงมีความสำคัญมาก

ก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 พรรคประชาชน (ปชน.) ก็หมายมั่นปั้นมือจะเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  และหวังมีบทบาทสำคัญในการกำกับกระบวนการร่าง รธน. แต่เมื่อต้องมาอยู่ในสภาพ “ฝ่ายค้าน” จึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม เพราะคงเห็นว่า เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมีประมาณ 290 เสียง อีกทั้งยังมีเสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สีน้ำเงินอีก 140 เสียง รวมกันแล้ว 430 เสียง เรียกว่า “เกินกึ่งหนึ่งอย่างท่วมท้น” จากนี้ไปต้องรอรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก จะผลักดันการแก้ไข รธน.ที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดที่ผ่านมาหรือไม่ การกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่าง รธน.จะกำหนดสูตรอย่างไร 

ซึ่งในที่สุดต้องเป็นไปในทิศทางที่เสียงข้างมากต้องการ ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในฝ่ายนิติบัญญัติ และท่าทีของ พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะเห็นด้วยกับแนวทางของพรรค ภท.หรือไม่ เนื่องจากส่งผลได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง ซึ่งเชื่อว่า พรรคฝ่ายค้าน และบรรดา สว. ที่อ้างเป็นฝ่ายอิสระ คงเกาะติดในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมให้พรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงและชี้นำได้ เพราะจะมีผลต่อการเลือกตั้งในอนาคต และการได้อำนาจรัฐ ซึ่งพรรคสีส้มต้องตกอยู่ในสถานะพรรคฝ่ายค้านมา 3 สมัยติด แม้ในช่วงพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้เสียงมากที่สุด ก็ยังไม่ได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ปกรณ์ นิลประพันธ์

ส่วน “มือกฎหมาย” ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในรัฐบาลอนุทิน 2 คือ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งสำคัญ เข้ามาทำหน้าที่ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ที่ผ่านมาทำงานใกล้ชิดนักกฎหมายอันดับมือ 1 และมือ 2 ของประเทศ คือ “มีชัย ฤชุพันธุ์” อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 และ “วิษณุ เครืองาม” อดีตรองนายกฯ ด้านกฎหมายที่ทำงานกับอดีตนายกฯ มานับ 10 สมัย

“ปกรณ์” ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ยุค “วิษณุ เครืองาม” เป็นรองนายกฯ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อมาในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน “ปกรณ์” มีข้อขัดแย้งกับรัฐบาล กรณีนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งความเห็นให้รัฐบาลในเวลานั้น ตอนหนึ่งว่า “การออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ตามนโยบายของรัฐบาล ควรออกเป็น พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. นั้น หากรัฐบาลไม่ทำตามเงื่อนไข ของมาตรา 53, 57 รวมถึงมาตรา 6, 7, 9, 49 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และทำให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์ การกู้เงินโดยกระทรวงการคลัง ไม่สามารถกระทำได้”

คำตอบดังกล่าวเกือบทำให้ “ปกรณ์” ไม่ได้ต่ออายุราชการ กรณีอยู่ครบวาระ 4 ปี แล้วต่ออายุได้คราวละ 1 ปี 2 ครั้ง แต่ในที่สุด “ปกรณ์” ก็ได้ต่ออายุจนถึงปัจจุบัน และเมื่อครบวาระในปี 2569 ตามระเบียบต้องย้ายไปสังกัดกระทรวงอื่น

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะยังไม่เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยสถานะของการเป็นฝ่ายบริหารรักษาการ ที่มี “อนุทิน” เป็นนายกฯ ยังทำหน้าที่รักษาการอยู่ ก็หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ ยิ่งมีเรื่อง วิกฤติพลังงาน เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งกระทบไปถึงราคาน้ำมัน เมื่อมีเสียงวิจารณ์ในทางลบ ย่อมกระทบกับภาพลักษณ์ของฝ่ายบริหาร

นอกจากนี้ท่าทีสมาชิกพรรค พท.บางคน เหมือนต้องการดิสเครดิตพรรค ภท. ในฐานะแกนนำรัฐบาล โดยใช้ประเด็นเรื่องปัญหาราคาน้ำมัน ออกมาให้ความเห็น เช่น “อดิศร เพียงเกษ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. โพสต์ข้อความระบุว่า “ในฐานะ สส.พรรค พท. เป็นพรรคอันดับ 3 สนับสนุน พรรคอันดับที่ 1 เป็นนายกฯ ขานชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ แต่การจัดตั้งครม.ยังไม่เสร็จ สส.ไม่มีสิทธิ์ไปจัดครม. เป็นไปตามตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้รับมอบหมาย โดยเฉพาะนายกฯ เป็นคนตัดสินใจ จะเลือกใครมาร่วมเป็นรัฐมนตรีบ้าง”

“อดิศร” ระบุว่า “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมสาธารณะอย่างหนัก ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดูแลน้ำมันในวิกฤตินี้ จะไปแหล่ มิไปแหล่ เพราะเหตุมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน ยังทันหรือไม่ ที่จะระงับการแต่งตั้ง นายพิพัฒน์ เป็นรองนายกฯ หรือรัฐมนตรีของ “อนุทิน 2” ขืนตั้งไปตนกลัวว่า นายอนุทินจะต้านไม่ไหว ในกระแสเสื่อมศรัทธา จะตามมา ระงับตั้งคนอื่นยังทันอยู่ ผมวิจารณ์ในฐานะจะเป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน ด้วยความสุจริต”

ต้องยอมรับว่า ความเห็นดังกล่าว เหมือนต้องการ กดดันพรรคแกนนำรัฐบาล อีกทั้งข้อเสนอไม่ให้ “พิพัฒน์” เข้าไปรับตำแหน่งใน ครม. คงไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะถือเป็นแกนนำคนสำคัญที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ จนทำให้ “ภท.” มีชัยชนะเหนือพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

หรือเป็นแค่ความเห็นสส.พรรค พท. ต้องการตอบโต้พรรคแกนนำรัฐบาล หลัง “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ซึ่ง “สุดาวรรณ” ถือเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคพท. ในนาม “กลุ่มแป้งมัน” คว้าชัยชนะในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ได้เป็นกอบกำ อีกทั้งยังมี พรรคไทยรวมพลัง (ทร.) ซึ่งเป็น พรรคสาขา มี สส. 6 เสียง จึงถือว่า มีพลังในทางการเมืองพอสมควร อีกทั้งการสกัดไม่ให้แกนนำกลุ่มแป้งมัน เข้ามามีตำแหน่งใน ครม. แกนนำพรรค พท.อาจมองว่า เป็นการเตะตัดขาทางการเมือง จึงต้องออกมาตอบโต้ โดยยกปัญหาของแกนนำพรรค ภท.  

เช่นเดียวกับ “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ที่ออกมาให้ความเห็นถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชน และเกษตรกรจำนวนมากว่า “ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเผชิญความยากลำบากจากภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูง ในฐานะผู้แทนราษฎรขอยืนเคียงข้างประชาชน และจะสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่สภาฯ อย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหามาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม”

“วิสุทธิ์” กล่าวอีกว่า “เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการ ดูแลราคาพลังงาน รวมถึงต้นทุนด้านการเกษตรให้ดีกว่านี้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเกษตรกร เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะนี้เสียงสะท้อนจากประชาชนดังขึ้นทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง จึงอยากถามไปยังผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ว่าได้ยินเสียงความเดือดร้อนของประชาชนเหล่านี้หรือไม่”

“วันนี้ประชาชนจำนวนมากกำลังแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและราคาปุ๋ย แต่รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม ในฐานะผู้แทนราษฎรจะยืนอยู่ข้างประชาชน และพร้อมผลักดันทุกช่องทางในสภาฯ” วิสุทธิ์ กล่าว

แม้หลายคนจะมองว่า เป็นการสื่อสารที่แสดงความห่วงใย ถึงความเดือดร้อนของประชาชน แต่ก่อนหน้านั้น “วิสุทธิ์” ก็มีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตรัฐมนตรี แต่ในที่สุดก็พลาดไป มีชื่อ “ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” ทายาท “ยงยุทธ ติยะไพรัช” นักการเมืองอาวุโส ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ เข้ามารับตำแหน่งแทน อาจทำให้ “วิสุทธิ์” ไม่พอใจ

อีกทั้งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา “ภท.” และ “พท.” ก็เป็นคู่แข่งทางการเมือง ดังนั้นหากพรรคสีน้ำเงินประสบความสำเร็จจากการทำหน้าที่แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในอนาคต “พท.” อาจกลายเป็นพรรคเล็กลงเรื่อย ๆ เพราะในพื้นที่ภาคเหนือ หลายจังหวัดต้องสูญเสียที่นั่งให้พรรค ปชน. และพรรคกล้าธรรม (กธ.) และในพื้นที่ภาคอีสาน ก็เสียแชมป์ให้ “ภท.” ดังนั้นหากสบช่องมีโอกาส ก็ต้องหาทางดิสเครดิต และพยายามเตะตัดขาเพื่อทำลายความนิยมฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบกับฐานเสียง พท.ในอนาคต

ศุภจี สุธรรมพันธ์

เช่นเดียวกับ “ศุภจี สุธรรมพันธ์” รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ซึ่งโชว์ผลงานในระหว่างทำหน้าที่เป็น “รมว.พาณิชย์” ในสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” และยังช่วย “ภท.” หาเสียงเสียงเลือกตั้ง ไปร่วมดีเบตในหลายเวที จนทำเอานักการเมือง มากประสบการณ์หรือมือเศรษฐกิจหญิงจากพรรคส้ม ออกอาการไปไม่เป็น จนถูกยกให้เป็น “ซุปเปอร์จี-Super G” ผลพวงจากปรากฏการณ์ครั้งนั้ เลยทำให้บรรดากองเชียร์พรรคส้ม นักวิชาการที่อ้างตัวเองมีความอิสระ คอยดิสเครดิตและโจมตีอย่างต่อเนื่อง 

แม้กระทั่ง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีตรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคร่วมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งในช่วงเกิดวิกฤติพลังงาน ได้รับเชิญไปให้ความเห็นในหลายรายการ ช่วงหนึ่งออกมาระบุถึง อำนาจหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่ กระทรวงพาณิชย์ควรมีบทบาทในการควบคุมราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ใครได้ยินได้ฟังก็คงต้องเชื่อ เพราะนอกจาก “พีระพันธ์ุ” จะเคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง ยังเคยเป็นข้าราชการตุลาการ ช่วยรักษาผลประโยชน์ จากการทำให้ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าโง่ จากโครงการในอดีต

ทำให้ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รองหัวหน้าพรรค ภท. กล่าวตอบโต้ว่า “หาก รมว.พาณิชย์เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน จะถือว่าทำเกินหน้าที่ กฎหมายไม่ให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปควบคุมราคาน้ำมัน” โดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครอง คดีน้ำมันเชื้อเพลิง คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 กระทรวงพาณิชย์ “ไม่มีอำนาจ” เข้าไปกำหนดราคาน้ำมัน

โดยคำพิพากษาศาลปกครองยืนยันว่า รัฐได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2534 ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และมีหน่วยงานด้านพลังงานดูแลโดยตรง ทำให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่หน่วยงานกำหนดราคา โดย สถานะปัจจุบันศาลปกครองสูงสุดยืนยันตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง

ขณะที่คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุว่า อำนาจกำกับราคาน้ำมันอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการแสดงราคา

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

“ถ้าขืนไปทำตามที่นายพีระพันธุ์พูด รมว.พาณิชย์จะผิดกฎหมายเสียเอง นายพีระพันธุ์ก็เป็นนักกฎหมาย มีหรือจะไม่รู้ หรือทำไปทั้งหมดเพื่อต้องการวางกับดัก ขุดบ่อล่อปลา พร้อมกับหาแสงไปในตัว แบบ 2 in 1 ปัญหาคือ เรื่องนี้อยู่ในมือกระทรวงพลังงานแล้ว นายพีระพันธุ์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ มีอำนาจเต็ม ดูแลโครงสร้างพลังงานมาตั้งหลายปี เห็นโครงสร้างราคาหมด จะถูกจะแพงนอกจากท่านรู้ ท่านยังมีอำนาจจัดการ แล้วทำไมท่านไม่ทำ หรือทำไม…ไม่ทำให้มันเสร็จ จะมาเก่งอะไรกับรัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าเรายังไม่ได้ ครม.ใหม่ ที่ทำงานกันอยู่คือรักษาการทั้งนั้น” รองหัวหน้าพรรคภท. กล่าว

นั่นหมายความว่า การทำงานของพรรค ภท. ในฐานะแกนนำรัฐบาล ไม่ใช้เรื่องง่าย ๆ ไม่เป็นไปด้วยความราบรื่น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติพลังงาน ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทุกสาขาอาชีพ แม้จะได้เสียงสส. ถึง 190 กว่าที่นั่ง แต่ยังต้องอาศัยเสียงของพรรคการเมืองอื่น เข้ามาร่วมรัฐบาล ยิ่งถ้าหาก “พท.” ถอนตัวออกไป รัฐบาลก็มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพทันที เสียงพรรคร่วมรัฐบาลจะต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง (250 เสียง)

นั่นหมายความว่า ทุกย่างก้าวของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกฯ เต็มไปด้วยขวากหนาม ทั้งการชิงดีชิงเด่นในพรรคร่วมรัฐบาล แม้จะมีกองหนุนมากบารมี แต่การเมืองไทย ไม่มีใครยอมใคร อยู่ที่ว่าผลงานที่ผลักดันออกมา จะสร้างความพอใจให้กับประชาชนมากแค่ไหน ซึ่งศรัทธาของเพื่อนร่วมชาติ จะเป็นเกราะกำบังดีที่สุด

……………………………………

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย…“แมวสีขาว”

                                                                                                                                

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img