spot_img

“3 คนนอก”ขอ“ตัวช่วย”ลุ้นปรับครม. “อนุทิน”หวั่นแรงกระเพื่อมยื้อ“หนู 2”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

แม้ตัวตึงของพรรคส้ม “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จะออกมาปฏิเสธข่าวการจัดตั้ง “รัฐบาลสูตรใหม่…แดง-เขียว-ส้ม” โดยยืนยันว่า “พรรคหาเสียงเลือกตั้งไว้อย่างไร ก็จะกลับไปสู่คำสัญญา ที่ให้ในวันเลือกตั้งนั้น” ซึ่งคงหมายถึง “มีเรา ไม่มีเทา”

แต่คำถามคือ “ไอซ์” มีอำนาจที่แท้จริงกับการตัดสินใจของ “พรรค ปชน.” จริงหรือ???

เพราะใครก็รู้ คนที่เป็นเจ้าของพรรคส้มตัวจริงคือ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า และ ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) อาคารสถานที่ต่าง ๆ ที่พรรค ปชน.ใช้ทำกิจกรรม ก็เป็นสมบัติของ “ธนาธร” หรือการคัดเลือกบุคคล เข้าไปมีตำแหน่งในพรรค “ประธานคณะก้าวหน้า” ก็มีอิทธิพล 

อย่างเช่น…การตัดสินยกมือสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งแรก ก็ได้แรงหนุนจาก “ธนาธร” เพราะหวังให้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีบทบาทใน “สว.เสียงข้างมาก” ซึ่งถูกเรียกว่า “สว.สีน้ำเงิน” จะช่วยสนับสนุนกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) แต่ในที่สุดก็ผิดหวัง จน “สุมไฟแค้น” ให้กับ “พรรคส้ม” แถมยังมาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนก.พ.69 ทำให้ “พรรค ปชน.” หันมาไล่บี้ “คดีฮั้ว สว.” ในเวลานี้

ขณะที่น่าสังเกตในช่วงนี้ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งใช้ “สีเขียว” เป็นสัญลักษณ์ ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง หลังเงียบหายไประยะหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 9 ส.ค.69 “หัวหน้าพรรคกธ.” ลงพื้นที่จ.สงขลา พร้อมด้วย “ปวีณา หงสกุล” ซึ่งร่วมเดินทางมาด้วย เพื่อพบปะ “เดชอิศม์ ขาวทอง” และสมาชิกพรรค ณ ที่ทำการของนายเดชอิศม์ โดยมีการประชุมหารือแนวทางการทำงาน และขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่

“ร.อ.ธรรมนัส” กล่าวว่า “การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นภารกิจของพรรค ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ ก่อนเปิดสมัยประชุมวันที่ 25 ส.ค.  โดยพรรคมีแนวทางให้สส.ลงพื้นที่ ในหลายจังหวัด เพื่อรับฟังปัญหาและขับเคลื่อนงานตามนโยบายของพรรค รวมทั้งได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา”

จากนั้นลงพื้นที่พบปะสมาชิกและผู้ปฏิบัติงานของพรรค ก่อนเดินทางไป จ.พัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่ของสส.พรรค กธ. โดย “ร.อ.ธรรมนัส” ตอบคำถามสื่อถึงกระแสการวิเคราะห์ “สมการทางการเมือง” และความเป็นไปได้ของ การจับขั้วระหว่าง “กลุ่มการเมืองสีเขียว-ส้ม-แดง” ว่า “การวิเคราะห์ทางการเมืองจากประชาชน นักวิชาการ และนักวิเคราะห์ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่มีการวิเคราะห์กันอยู่ในขณะนี้ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง”

หัวหน้าพรรค กธ. ยืนยันว่า “พรรคยังไม่มีการพูดคุย เกี่ยวกับการกำหนดทิศทาง หรือสูตรทางการเมืองดังกล่าว โดยการตัดสินใจของพรรค จะต้องผ่านคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) คณะที่ปรึกษา และสส.พรรค ซึ่งปัจจุบันมี 58 คนในนามหัวหน้าพรรคยืนยัน ยังไม่มีการคุยอะไรกัน”

ก่อนหน้านั้น “หัวหน้าพรรค กธ.” ได้ให้สัมภาษณ์กรณี “ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.แบะท่า ส่งสัญญาณมาทางพรรค กธ. จะรับไมตรีหรือไม่ว่า “เรื่องก่อนการเลือกตั้ง ผมลืมไปแล้ว” 

เมื่อถามย้ำว่า แปลว่า เริ่มต้นใหม่ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่ ผมหมายความว่า เรื่องก่อนการเลือกตั้ง ผมพูดแล้วว่า การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ผมพูดมาโดยตลอด ก่อนการเลือกตั้ง คนที่เคยเป็นศัตรูกันก็กลับมารักกันได้ ต้องเห็นกับประโยชน์ ประเทศชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่า มีการพูดคุยกันนะ ต้องขอยืนยัน เดี๋ยวไปแปลความหมาย ตัดคำพูดผม ตัดบางคำไป เดี๋ยวจะเกิดความเสียหาย”

ท่าทีของ “ร.อ.ธรรมนัส” ในทางการเมือง เหมือนได้รับ “สัญญาณบางอย่าง” ตั้งแต่เริ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือออกมายืนยันว่า  “ลืมความขัดแย้ง” ก่อนการเลือกตั้งไปแล้ว 

ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น “พรรค ปชน.” ประกาศไม่ขอร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ “พรรค กธ.” เพื่อสอดคล้องกับสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” แต่มาถึงวันนี้ เมื่อแกนนำพรรค ปชน.ส่งสัญญาณพร้อมคุยด้วย หรืออาจมีความหวังเรื่องการจัดตั้ง “รัฐบาลสูตรใหม่” เพราะการเมืองไทย มักมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรค ภท.” จะมีเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียง แต่พรรคฝ่ายค้านกำลังจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากมีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริต หรือนำใบเสร็จมาแสดง อาจมีกระแสกดดันให้พรรคร่วมรัฐบาล งดออกเสียงไว้วางใจ

โดยเฉพาะ “พรรคเพื่อไทย” (พท.) ซึ่งมี สส. 74 เสียง หากถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ย่อมทำให้ “รัฐบาล” ต้องล้มลงไปในทันที และถ้า “พรรค พท.” มี 74 เสียงไปบวกรวมกับ “พรรค กธ.” 58 เสียง จะรวมกันได้ 132 เสียง และถ้า “พรรคส้ม-ปชน.” เอาด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลสูตรใหม่ จะบวกเพิ่มอีก 120 เสียง เท่ากับจะมี เสียงเกินครึ่ง 252 เสียง และอาจรวมไปถึง “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) อีก 21 เสียง ซึ่งในทางการเมือง หากพรรคไหนรวมเสียงได้เกินครึ่ง พรรคการเมืองเล็ก ๆ ก็จะไหลตามมา

และเพื่อปลดล็อกทางการเมือง “ร.อ.ธรรมนัส” อาจประกาศไม่รับตำแหน่งทางการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ที่จะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ก็อยู่ที่ว่า การผลักดันใครให้เป็นนายกฯ จะมีปัญหาหรือไม่ เพราะหาก “พรรค ปชน.” และ “พรรค กธ.” ยอมให้ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯ ของ พท. ขึ้นมาเป็น “หัวหน้ารัฐบาล” การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ก็อาจมีความเป็นไปได้ แต่พรรค ปชน.จะยอมหรือไม่ เพราะเคยตัดสินใจผิดพลาดมาแล้วกับการยกมือสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ จนทำให้พรรค ภท. กลายมาเป็นหนามยอกอกในวันนี้

แต่หากทั้งพรรค พท.และพรรค กธ. พร้อมเทเสียงหนุนให้ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ก็เชื่อว่า “พรรคส้ม” พร้อมตอบรับหมากเกมนี้ 

ยิ่ง “นายกฯ อนุทิน” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก” ท่ามกลางประชาชนที่เข้าไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ดังกล่าว โดยมองว่า โพสต์ดังกล่าว เป็นการพูดกระทบชิ่งถึง “ไหม-ศิริกัญญา”

ที่ก่อนหน้านี้ “ไหม-ศิริกัญญา” ได้ออกมาเปิดใจด้วยเสียงสั่นและน้ำตาคลอ ในเวทีสัมมนาเวทีหนึ่งว่า “ยอมรับเหนื่อยกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เหมือนกับการเผาตัวเอง รู้สึกว่า สู้อย่างไร ก็เหมือนสู้กับกำแพง เอาอย่างไรก็เอาไม่ลง และตอบกับประชาชนไม่ได้ ว่าทำไมจึงไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็มีเรื่อง ที่ทำให้รู้สึกว่า ความพยายามของเราไม่สูญเปล่า แต่พร้อมที่จะสู้ต่อเปิดรับทุกความคิดเห็นที่มีต่อพรรค”

ท่าทีดังกล่าว อาจเป็นการตอกย้ำว่า พรรค ปชน.กำลังเผชิญกระแสกดดัน หลังต้องตกอยู่ในสถานะฝ่ายค้านตลอด นับตั้งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ต่อเนื่องมาจนถึงพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และมาถึงพรรค ปชน.ในขณะนี้ จึงไม่แปลกที่ “ไหม-ศิริกัญญา” ออกมาตอบรับสูตรรัฐบาล “แดง-เขียว-ส้ม”

ขณะที่ “พรรค ภท.” ก็เริ่มมีข่าวความเคลื่อนไหว มีความพยายามในการกดดันให้ “อนุทิน” ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. “ปรับคณะรัฐมนตรี” (ครม.) โดยมี 20 สส.พรรค ภท.เดินทางไปพบนายกฯ ระหว่างเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อไปพูดคุยถึงการทำหน้าที่ของ “รัฐมนตรีบางคน”

นอกจากนี้ยังมีข่าว “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ต้องการบุคคลเข้ามาช่วยงาน ในฐานะ “รมช.คลัง” เนื่องจากมีภารกิจต้องรับผิดชอบในหลากหลายเรื่อง หาก “นายกฯ” ทำตามคำของนายเอกนิติ นั่นหมายความว่า “ต้องปรับ ครม.”  ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลทำงานยังไม่ถึง 6 เดือน จะเร็วเกินไปหรือไม่ 

และจะตอกย้ำให้เห็นถึง “ความล้มเหลวในการทำงาน” หรือไม่ อาจเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองกับพรรคแกนนำรัฐบาล  อีกทั้งในสภาผู้แทนราษฎรสมัยประชุมหน้า พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายอภิปรายไม่วางใจ หากปรับรัฐมนตรีบางคนออกจาก ครม. จะถูกวิจารณ์ว่าหนีศึกซักฟอก 

มีหลายคนวิจารณ์ว่า ช่วงที่ผ่านมา “เอกนิติ” ต้องมาทำงานแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ไปในแต่ละวัน ไม่มีเวลาคิดนโยบายใหม่ ที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตแบบยั่งยืน ดังนั้นการได้ “รมช.คลัง” อาจเข้ามาแบ่งเบาภาระในการทำงาน แม้ว่าในการจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” ต้องการให้ “3 คนนอก” ที่เข้ามามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น “จุดขาย” ทั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง-ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ” ไม่ต้องมี “รมช.” เข้ามาทำงานด้วย เพื่อต้องการให้มีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ จะได้ไม่มีแรงกดดัน สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่ง สถานการณ์เปลี่ยน เนื่องจากมีปัญหาแทรกซ้อนเกิดขึ้น

อย่างกรณี “เอกนิติ” ไม่น่าเชื่อว่า ต้องทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ตามคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 275/2569 ทั้ง ๆ ที่ การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ มี “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ เป็นคนรับผิดชอบ ซึ่งความจริง ไม่ควรมอบหมายให้ “เอกนิติ” มารับผิดชอบการแก้ไขปัญหาอุทกภัย จะได้มีโอกาสทำหน้าที่ เป็น “แม่ทัพเศรษฐกิจ” อย่างเต็มที่

ส่วน “ศุภจี” นอกจากจะดูแลเรื่องการส่งออก สินค้าไปต่างประเทศ ยังต้องดูราคาผลผลิตทางการเกษตร ยังต้องเดินสายไปต่างประเทศ ทั้งทำข้อตกลงเรื่องเอฟทีเอ และการเจรจาทำข้อตกลงการค้า ทำให้ การทำงานรัดตัว อีกทั้ง “ศุภจี-ทีมงาน” ยังมี ปัญหาเรื่องการสื่อสาร เพราะแทนที่จะให้ข้อมูลกับนักข่าวประจำกระทรวงพาณิชย์ แต่กลับมาสื่อสาร กับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล เลยทำให้มีกระแสไม่พอใจ จากสื่อประจำกระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้จากที่ “ศุภจี” เคยได้รับเสียงชื่นชม ในช่วงเข้าทำหน้าที่ รมว.พาณิชย์ในช่วงแรก เกี่ยวกับการสื่อสาร แต่ในช่วง “รัฐบาลอนุทิน 2” ในโลกโซเชียล กลับมีเสียงวิจารณ์ในแง่ลบมากกว่าแง่บวก หรือการไม่มีทีมงานเป็นฝ่ายการเมืองมาช่วยปกป้อง เวลาถูกโจมตีในประเด็นที่ไม่เป็นความจริง เลยไม่มีใครออกมาตอบโต้ ในประเด็นทางการเมือง ไม่ค่อยมีเรื่องบวกเผยแพร่ จนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เช่นเดียวกับ “สีหศักดิ์” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับเสียงชื่นชม เรื่องความสามารถในด้านการต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และได้รับเลือกเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สูงมาก สำหรับนักการทูตไทย และถือเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในแวดวงการต่างประเทศ เพราะมีบทบาทที่โดดเด่น โดยในช่วง “รัฐบาลอนุทิน 1” ได้แสดงผลงานที่ได้รับเสียงชื่นชม คือการชี้แจงบนเวทีโลก เรื่องความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และเมื่อ “อนุทิน” ประกาศยุบสภาเพื่อเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง “สีหศักดิ์” ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 2 ของพรรค ภท. 

จากนั้นเมื่อเข้าสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” ทาง “สีหศักดิ์” ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ เท่ากับมาสานต่อภารกิจสำคัญ ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในเรื่องเจรจาเขตแดน รวมทั้งไทยประกาศยกเลิกเอ็มโอยู 44 ซึ่งถือว่า เป็นภารกิจที่มีความซับซ้อน และยุ่งยาก แม้จะมีการแต่งตั้ง “ปานปรีย์ พหิทธานุกร” อดีตรมว.ต่างประเทศ มาดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษารมว.ต่างประเทศ แต่การที่ไม่มี “รมช.ต่างประเทศ” มาแบ่งบาระในการทำงาน ก็ทำให้การทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ ยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร

นอกจากนี้ “อนุทิน” ยังลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 139/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน คู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580) โดยมอบหมายให้ “สีหศักดิ์” เป็นประธานฯ นั่นหมายความว่า “สีหศักดิ์” ต้องการมาแบกรับปัญหาภาคใต้อีก

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ สะท้อนการตัดสินใจของ “หัวหน้ารัฐบาล” เรื่องการมอบหมาย “คนทำงาน” และอาจทำให้คนคิดถึงตำแหน่ง “รองนายกฯ” ที่ดูแลความมั่นคง แม้วันนี้นายกฯ จะเป็นคนดูแลเรื่องความมั่นคงเองก็ตาม

บางทีการเรียกร้องของ “3 คนนอก” ที่ต้องการ “ขอคนมาช่วยงาน” อาจนำมาสู่การ “ปรับ ครม.” ช่วยเพิ่มน้ำหนักในการตัดสินใจของ “หัวหน้ารัฐบาล” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในช่วงที่ฝ่ายบริหารกำลังเผชิญกระบวนการตรวจสอบ ทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ 

และช่วงเวลาสำคัญที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล อาจมี “บางพรรค” วาดหวังจะเข้ามาสอดแทรก ในช่วงการปรับ ครม. เพราะการสร้างความหวังให้เกิดขึ้น ก็ดีกว่าการรอคอยเฉย ๆ แบบไม่มีความหวัง ทั้งยังเป็นผลดีต่อ “อนาคตของบางพรรค” ที่อาจช่วยรักษาให้ สส.อยู่กับพรรคต่อไป ไม่หวั่นไหวกับแรงดึงดูด เพื่อให้ย้ายไป “บ้านหลังใหม่” ที่ดูจะ “มีอนาคตดีกว่า”…ก็เป็นได้

…………………………..

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย…“แมวสีขาว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img