ไม่รู้ “พรรคฝ่ายค้าน” ที่นำโดย “พรรคประชาชน” (ปชน.) วางยุทธศาสตร์ในการตรวจสอบรัฐบาลแบบผิดพลาดหรือไม่ เพราะการกำหนด “ตัวบุคคล” ที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจถึง 18 คน มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมือง ซึ่งคาดหวังเดาไว้ล่วงหน้าเลยว่า จะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะการเลือกอภิปรายแบบกระจาย เป้าหมายไปหลายจุด ไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องไหนเป็นพิเศษ อาจทำให้ประชาชนยากกับการทำความเข้าใจ
หากย้อนไปอดีต สมัย “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) เป็นแกนนำรัฐบาล “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ต้อง “ล้ม” ไปด้วย ปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 โดยพรรคฝ่ายค้านขณะนั้น นำโดย “พรรคชาติไทย” (ชท.) มุ่งโจมตีเพียงเรื่องเดียว จนทำให้ “นายกฯ ชวน” ตัดสินใจจะยุบสภาฯ หลังทราบว่า “พรรคพลังธรรม” (พธ.) จะถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่จะมีการลงมติในญัตติไม่ไว้วางใจ
หรือในสมัย “พรรคเพื่อไทย” (พท.) เป็นรัฐบาล “พรรค ปชป.” เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ได้นำเรื่องการทุจริต โครงการรับจำนำข้าว มาอภิปราย จนในที่สุดภาพลักษณ์ฝ่ายบริหารเกิดความเสียหาย และในที่สุดต้องมีอันเป็นไป เพราะการผลักดัน “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม”
ที่สำคัญและน่าสนใจยิ่งคือ ในระหว่างที่แกนนำพรรคฝ่ายค้าน กำลังจะออกมาทำศึกทางการเมืองครั้งสำคัญ ก็เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในขึ้น หลัง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง “พรรคอนาคตใหม่” (อนค.) และเป็นจุดกำเนิดของ “พรรคส้ม” ออกมาวิจารณ์ การทำงานของ สส.ในพรรคบางคน โดยโพสต์เฟซบุ๊กภาคต่อเรื่อง “บันเทิงธิปไตย”
เนื้อหาระบุว่า…“สรุปคำว่า “บันเทิงธิปไตย” ตนเองประดิษฐ์ขึ้นใหม่เพื่อใช้อธิบายถึงลักษณะของการเมืองยุคปัจจุบัน ที่กลายสภาพเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง นักการเมือง พรรคการเมือง และประเด็นปัญหาทางการเมือง ถูกทำให้เป็นเรื่องบันเทิงมากขึ้น เพื่อสร้างกระแสให้คนสนใจการเมือง หรือติดตามนักการเมืองมากขึ้น จนวันนี้ความบันเทิงได้ยึดครองการเมืองเข้าไปหมด
เช่นกัน ความเป็นพรรคยุทธศาสตร์ที่กำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ ตามที่วาดหวังไว้ ก็ไม่มีทางที่พรรคจะเดินไปสู่ยุทธศาสตร์นั้นได้ เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องบันเทิง ดราม่ารายวัน ละทิ้งประเด็นใหญ่ ละทิ้งการนำเสนอภาพประเทศไทยในฝัน สังคมใหม่ในฝันไปหมด แต่ถ้าไปโทษสื่อ โทษผู้บริโภคว่าชอบแบบนี้ก็มักง่ายเกินไป เราเปลี่ยนเขาไม่ได้ แต่ เราก็จะอยู่กับสภาพแบบนี้หรือ ไม่คิดที่จะชี้นำความคิดหรือแนวทางแบบใหม่ให้แก่สังคมหรือ เราจะไม่เป็นพรรคมวลชน พรรคยุทธศาสตร์ พรรคอุดมการณ์ อีกแล้วหรือ เราจะเป็นพรรคศูนย์รวมการบันเทิง ที่ปล่อยให้นักการเมือง นักแสดง รับบทบาทหลัก จนความบันเทิงครอบงำการเมืองไปเสียหมดอย่างนั้นหรือ”
ทำให้ “โปรดปราณ จันทารักษ์” คณะทำงานของ “รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์คลิปวิดีโอลง TikTok วิพากษ์วิจารณ์ “ปิยบุตร” ที่ออกมาโพสต์เตือนสติ สส.พรรค ปชน. เรื่อง “บันเทิงธิปไตย” โดยระบุว่า “ตอนนี้ไม่ค่อยแน่ใจว่าบันเทิงธิปไตย กับมือไม่พายเอาตีนราน้ำ อันไหนไร้สาระกว่ากัน อดีตผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เขาออกมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยประโยคที่ยาวยืด ซึ่งคนไทยก็อาจจะอ่านแค่ 3 บรรทัดแรกเนาะ แล้วก็ปัดทิ้ง เพราะว่ามันเข้าถึงยาก ในฐานะที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์คนหนึ่งในสังคมนี้ และทำเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองมาหลายปี พูดตรง ๆ ว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการวิพากษ์วิจารณ์ของอาจารย์ปิยบุตรในครั้งนี้ รู้สึกว่าผิดหวังอย่างรุนแรงมาก เป็นการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ดูสี่ดูแปดอะไรเลย”
“โปรดปราณ” กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ สิ่งที่คนกำลังจับตาดูอยู่ ประเด็นกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ประเด็น TH AI Passport ว่าสรุปแล้วจะอย่างไรต่อ จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นไหนบ้างของ สส.พรรคส้ม นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ เปิดเรื่องสามีใครเป็นสแกมเมอร์, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เปิดเรื่องฮั้ว สว. ทั้งนี้ สส.พรรคประชาชน ออกมาช่วยน้ำท่วม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ฟาด กทม. ไม่ยั้งเรื่องเครื่องสูบน้ำทำไมยังไม่ซื้อ แต่ละคนดาวกระจายในการผลักดันประเด็นต่าง ๆ ที่เขากำลังพูดถึง นึกออกหรือไม่
“ยิ่งอาจารย์ปิยบุตรออกมาพูดพล่ามอะไรแบบนี้ มันยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าการเมืองมันน่าเบื่อ มึงจะสูงส่งไปถึงไหน ทุกวันนี้คนหาเช้ากินค่ำ กูเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว กูจะเอาเวลาที่ไหนมาอ่านเฟซบุ๊กมึง ที่มันเป็นร้อยบรรทัดที่มึงเขียนมา กูจะอ่านกี่โมง เข้าใจไหม กูไปนั่งดู TikTok ดีกว่า กูนั่งปัดชึ้บ ๆ บริบทการสื่อสารของสังคมเปลี่ยนไป แสงมันเปลี่ยนไป วิธีการเข้าถึงคนเปลี่ยนไป ทุกคนพยายามวิ่งเข้าหาสื่อ พยายามทำทุกอย่างให้ง่ายขึ้นเพื่อให้คนเสพไวขึ้น เข้าใจแหละว่ามันอาจจะส่งผลให้สมาธิสั้นหรืออะไร แต่ในเมื่อถ้าคุณอยากจะสื่อสารประเด็น คุณอยากเข้าถึงประชาชนให้มากยิ่งขึ้น คุณก็ต้องมีวิธีการสื่อสารที่มีความหลากหลาย เพื่อที่จะเข้าถึงคนให้ได้มากที่สุด” โปรดปราณ กล่าวสวนกลับ
ถือเป็นการตอบโต้ที่รุนแรงพอสมควร แม้จะสะท้อนความเป็นไปของพรรค ปชน.ที่ประกอบไปด้วยคนรุ่นใหม่ แต่ละคนมีสิทธิ์ในการแสดงความเห็น ไม่ต้องเกรงใคร แต่ในแง่ของความเป็นเอกภาพ หรือการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ย่อมเกิดคำถาม เพราะสถานะของ “ปิยบุตร” ก็ถือว่าไม่ธรรมดา แม้แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของ “สถาบัน” จะถูกต่อต้านจากคนบางฝ่าย จนเกิดคำถามว่า ความเห็นของ “เลขาธิการคณะก้าวหน้า” กำลังจะเป็นสิ่งล้าสมัย ใช่ไม่ได้กับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้สส.ในพรรค ปชน. มองเห็นว่า เดินร่วมทางกันไม่ได้ อีกต่อไปแล้ว
ขณะที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้ เหมือนประกาศยืนอยู่ข้าง “ไอซ์-รักชนก” โดยระบุว่า “ในองคาพยพทั้งหมดของพรรค ปชน. มีบุคคลที่เกี่ยวข้องอยู่หลายกลุ่ม ผู้ช่วย สส. เป็นหนึ่งในนั้น จะยืนยันในหลักการเดิม ในฐานะพรรคมวลชน ไม่สามารถสั่งปิดปาก ใครที่จะแสดงความคิดความเห็นได้ ถ้าเขาคิดว่าจะแสดงความคิดเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็สามารถแสดงความเห็นได้ แต่สิ่งที่อยากจะสื่อสารไปถึงทุกคน คือการที่เราจะรักษาการเดินหน้าการทำงาน และกระบวนการทำงาน ที่เรียกว่าพรรคมวลชน การแสดงออกถึงภายนอก ให้เห็นว่าเรามีความเป็นเอกภาพ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ยืนยันว่าไม่ได้สะท้อนถึงใครคนใดคนหนึ่ง ฝากไปถึงทุกคน ส่วนตัวมองว่าวิธีการรับสารและการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ข้อวิเคราะห์ของนายปิยบุตรอาจจะถูก ถ้ามองในหลักการวิชาการ แต่ในหลักการปฏิบัติ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้มีการเหมาะสม ทุกฝ่ายไม่มีใครถูกผิด 100%”
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่มีข่าวว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า และ “ปิยบุตร” อาจไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ในอนาคต หลังจากพ้นโทษการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองช่วงปี 73 เพราะแนวทางของคณะก้าวหน้า และพรรค ปชน. เริ่มมีมุมมองทางการเมือง ที่แตกต่างกัน ระหว่างการเมืองเชิงอุดมคติ กับการเมืองที่ต้องการความสะใจ
ที่น่าสนใจ หากย้อนไปดูรายชื่อของ ผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจำนวน 18 คน จะพบว่า ไม่มีรัฐมนตรีจากพรรค พท.เลย ซึ่งรายชื่อประกอบด้วย 1.อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย 2.พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม 3.ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ 4.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง 5.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ 6.ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 7.พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม 8.สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา 9.ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 10.สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 11.พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม 12.นภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ 13.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ 14.ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ 15.สุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ 16.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม 17.เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และ 18.วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย
โดย “ณัฐพงษ์” อธิบายเหตุผลว่า “ต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่กินรวบประเทศนี้อยู่ ระบบนี้เป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่อำนาจในสภาผู้แทนราษฎร อย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงสว. และกลไกถ่วงดุลตรวจสอบ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ด้วย เนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นการโกง สว. ทุจริตสอบท้องถิ่น วิกฤตประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วมต่าง ๆ เราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คดีโกง สว.อย่างเดียว อะไรก็ตามที่เป็นวิกฤตของประชาชน ที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตย การใช้อำนาจในทางมิชอบต่าง ๆ ก็อยู่ในเนื้อหาการอภิปรายทั้งสิ้น”
หัวหน้าพรรค ปชน. ยังยืนว่า การอภิปรายครั้งนี้ มีใบเสร็จยื่นเอาผิดรัฐมนตรี ถ้ายึดตามมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะใช้คนละมาตรฐาน เพราะต้องใช้ความรับผิดรับชอบ เช่น กระบวนการเลือก สว. ถ้ายื่นตามกระบวนการปกติ ผลที่ออกมาอาจค้านสายตาประชาชน แต่เมื่อเอาข้อมูลที่เกิดขึ้นมาประกอบกัน ทำให้เชื่อได้ว่ามีกระบวนการฮั้วจริง ดังนั้น จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมที่ฝ่ายค้านจะนำมาซักฟอกรัฐบาล
เมื่อถามว่า การไม่อภิปรายรัฐมนตรีจากพรรค พท. เพราะอยากวัดใจเรื่องคดีฮั้ว สว. ใช่หรือไม่ “ณัฐพงษ์” ตอบว่า แม้กระบวนการได้มาซึ่งรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายคือ เราดูตามพยานหลักฐาน เราดูตามรายชื่อที่พรรคการเมืองลงชื่อในญัตติ ว่ามีใครเสนอชื่อใครบ้าง รายชื่อทั้ง 18 รายชื่อเป็นรายชื่อสรุป ที่แต่ละพรรคการเมืองส่งมา ดังนั้น คงไม่ได้ไปพุ่งเป้าบอกว่า ต้องการล็อกเป้าใครหรือไม่ล็อกเป้าใครหรือไม่ แต่สุดท้ายอยากให้พรรคการเมืองไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ลงมติในญัตตินี้ โดยดูตามเนื้อหาที่ฝ่ายค้านได้อภิปรายจริง
ถ้าย้อนไปอ่านในญัตติซักฟอกที่เกี่ยวข้องกับ “นายกฯ อนุทิน” จะมี “ข้อกล่าวหารุนแรง” โดยเนื้อหาสรุปว่า “ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต ไร้วุฒิภาวะ ไร้ภาวะผู้นำ ไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี ไร้จิตสำนึกในการเป็นผู้นำประเทศ สร้างระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ ทั้งโกงการเลือกตั้ง สส. โกงการเลือก สว. โกงการสอบข้าราชการ โกงงบประมาณแผ่นดิน สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมือง
…สร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เสแสร้งแกล้งรักชาติ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน สมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจให้มีกระบวนการทุจริตการสอบเข้าบรรจุ และแต่งตั้งข้าราชการ ไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ส่งผลให้สังคมไทยเป็นยุคสมัยที่คนชั่วได้ดี คำสัญญาที่บอกว่าจะทำให้ประชาชนรวยไม่ไหวแล้ว เป็นเพียงแค่ลมปาก มัวแต่อุ้มชูกลุ่มทุนและเครือข่ายผลประโยชน์ของตนเอง”
การตั้งข้อกล่าวหา “หัวหน้ารัฐบาล” ด้วยประเด็นที่มีรุนแรง ตามที่มีการบรรยาย และยื่นคำร้องต่อประธานสภาฯ “คำถาม” คือ…ทำไมไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เพียงคนเดียว เพราะถึงแม้จะได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ แต่กระแส “นอกสภาฯ” อาจกดดัน จนทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้
หรือจะหวังว่า “พรรค พท.” จะถอนตัวออกจาก การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็คงยาก เพราะนาทีนี้ “พรรคกล้าธรรม” (กธ.) แต่งตัวรอในการเข้าร่วมรัฐบาล หลังจากส่งสัญญาณทอดไมตรีกับพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งงดออกเสียงในการพิจารณา ร่างพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท, การให้ความเห็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 หรือรวมถึงกรณีบุคคลใกล้ชิดกับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรค กธ. ไปกลับคำให้การในสำนวนสอบสวนคดีฮั้ว สว. จนนำมาสู่การมีมติยกคำร้อง กรณีมีชื่อแกนนำพรรค ภท. เข้าไปเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. ทำให้รอดพ้นการถูกยื่นยุบพรรคไปแบบชิล ๆ
แต่คนที่ตอบคำถามได้ชัดเจนมากที่สุด สำหรับความต้องการของพรรค ปชน. คือ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรค ที่ออกมาให้ความเห็นกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่รัฐมนตรีจากพรรค ภท. เป็นการวัดใจพรรค พท.ตอนโหวตไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ว่า “หลายคนอาจมองเป็นยุทธศาสตร์ ส่วนตัวตนมองตรงนั้นเป็นแค่ส่วนประกอบ แต่ขอถามว่า จนถึงทุกวันนี้พรรคเพื่อไทยสามารถใช้อำนาจการบริหารได้เต็มที่หรือไม่ หรือว่าถูกพรรค ภท. กดขี่จนทำอะไรไม่ได้ เมื่อถูกทำอย่างนั้นจริง มันจะมีเนื้อหาสาระอะไรมาให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ”
เมื่อถามย้ำว่า พรรค พท.จะกล้าโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า พรรคสีเขียวกำลังรอเสียบ “วิโรจน์” ตอบว่า “มันก็เป็นจุดที่พรรค พท.จะต้องตัดสินใจ ว่าจะเอาประเทศชาติบ้านเมือง หรือจะเอาอำนาจ พรรค พท.มักบอกว่า เลือกเราสิ ถ้าเรามีอำนาจ เดี๋ยวเราจะทำ แต่การปราบปรามการทุจริต มันควรจะใช้เป็นเงื่อนไขเข้าสู่อำนาจหรือ หรือว่าเป็นเรื่องที่เราควรจะกำจัดให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทยโดยปราศจากเงื่อนไข มาคราวนี้อาจจะบอกว่า ครั้งนั้นมันจบไปแล้ว คราวนี้เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มันหมดเวลาในการจัดการแล้ว แสดงว่าคุณรู้แล้วว่า ตรงนั้นคือคนโกง แล้ววันนี้คุณไปเป็นสมุนของคนโกงแล้วหรือ จะไม่จัดการกับคนโกงแล้วหรือ เพราะคุณไปร่วมกับคนโกงหรือไม่ จะเลือกบ้านเมืองหรือจะเลือกอำนาจ เป็นจุดที่ตนเว้นให้พรรค พท.เป็นผู้ตอบ ผมไม่สามารถตอบแทนได้”
นั่นหมายความว่า แกนนำพรรคฝ่ายค้าน คงหวังลึก ๆ ว่า หลังจากพรรค พท.ได้ฟังข้อมูลจากพรรคฝ่ายค้าน จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจจะมีท่าทีบางอย่าง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ฮั้ว สว.” เพราะสมัยที่พรรค พท. เป็นแกนนำรัฐบาล ได้ผลักดันให้เรื่องนี้ กลายเป็น “คดีพิเศษ” ในส่วนของพฤติกรรม “อั้งยี่-ฟอกเงิน” แต่จะเป็นไปตามความคาดหมายจริงหรือ เพราะร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลงาน และเชื่อว่าพรรค พท.ยังไม่พร้อมกับการเลือกตั้ง หลังจำนวน สส.เหลือเพียง 74 คน ซึ่งตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ก่อตั้งพรรคมา ที่สำคัญวันนี้ “พรรค กธ.” ตั้งตารอ กับการเข้าร่วมรัฐบาล และไม่ได้ร่วมลงชื่อในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
แม้ “สุทิน คลังแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. จะให้ความเห็นกรณีฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเฉพาะรัฐมนตรีพรรค ภท. ว่า “ถ้าคิดเป็นเกมการเมือง ก็มองได้หลายแบบ จะมองว่าต้องการสร้างความแตกแยกก็ได้ แต่อีกมุมหนึ่งถ้าเขาต้องการล้มรัฐบาล ก็ต้องเล่นงานพรรคแกนนำ ส่วนพรรคร่วมอื่น ๆ ก็เป็นเพียงเป้าหมายรอง และอาจต้องสงวนไว้เป็นพันธมิตรในวันหน้า”
เมื่อถามถึงการโหวตหลักการอภิปราย “สุทิน” กล่าวว่า “พรรคร่วมฯ คงต้องฟังการอภิปราย ทั้งข้อมูลของฝ่ายค้าน และการตอบของรัฐมนตรี ถ้ามีหลักฐานชัดเจนรัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้ แล้วประชาชนที่รับฟังการอภิปรายติดใจ เราก็คงไม่ฝืนความรู้สึกประชาชน”
แต่สุดท้าย หลายฝ่ายก็เชื่อว่า “พรรค พท.” คงไม่กล้าโหวตสวนมติของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะนอกจากจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองให้เกิดขึ้นแล้ว ในอนาคตอาจไม่มีใครอยากร่วมงานทางการเมืองด้วย
จากนี้ไปคงต้องรอดูบทสรุปจากศึกซักฟอกจะจบลงอย่างไร แม้ “พรรค ภท.” จะมีแผลให้ฝ่ายตรงข้ามได้ขยาย ทั้งเรื่องฮั้วสว. การทุจริตสอบท้องถิ่น หรือการรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วม แต่ยุทธศาตร์ของพรรคฝ่ายค้าน ก็ไม่แหลมคม และเปล่งประกายได้อย่างเต็มที่ หรือจะอ้างว่ามี “ใบเสร็จ” แต่เมื่อยังดึงอารมณ์และความเชื่อของประชาชน ให้คล้อยตามแบบ 100% ไม่ได้
บางทีผลที่ได้จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ อาจช่วยสร้างความชอบธรรม ให้กับ “รัฐบาลอนุทิน” กับการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ทำงานอยู่ต่อไป โดยอ้างว่าผ่านกระบวนตรวจสอบจากสภาฯ แล้ว
…………………………
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”





















