แม้จะเพิ่งพ้นโทษจากการถูกจองจำ จาก “คดีป่วยทิพย์ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ” รวมทั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา “พรรคเพื่อไทย” (พท.) ยังพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ได้สส.เพียง 74 เสียง แต่ความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ยังอยู่ความสนใจของสื่อสารมวลชน และคนที่ติดตามการเมือง ยิ่งถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่อง “คดีความต่าง ๆ” ยิ่งต้องเกาะติด
เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา “อดีตนายกฯ รายนี้” ได้ยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ไปยัง “ประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” เพื่อขอให้วินิจฉัย “สิทธิได้รับนิรโทษกรรม” และ “พ้นจากความรับผิดทั้งปวง” ตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2568 โดยมอบอำนาจให้ “วิญญัติ ชาติมนตรี” เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องแทน
โดยเป็นการยื่นภายหลังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประชุมนัดแรก เพื่อกลั่นกรองนิรโทษกรรมคดีการเมือง หวังยุติความขัดแย้ง 20 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมคดีการเมือง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ก.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล มี “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการ และมีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมา 2 ชุด ชุดแรก จะพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน ชุดที่สอง เป็นชุดสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน
คำถามคือ…การยื่นเรื่องขอให้สิทธิการรับนิรโทษกรรมของ “ทักษิณ” มีการเมืองแอบแฝงหรือไม่ เพราะทำในช่วงที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ซึ่งเป็นสมาชิกจาก “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ทั้งหมด โดยไม่มีชื่อรมต.จากพรรค พท. เข้ามาแทรกเลยซักคนเดียว
นั่นหมายความว่า พรรค พท.จะมีบทบาทสำคัญมากในการชี้เป็นชี้ตายกับรัฐบาล หากยกมือไม่ไว้วางใจ “หัวหน้ารัฐบาล” หรืองดออกเสียง ซึ่งจะส่งผลให้ “รัฐบาล” ต้องมีอันเป็นไปในทันที จากขณะนี้…รัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนประมาณ 290 กว่าเสียง ก็จะเหลือประมาณ 220 เสียง ถือว่าไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ทั้งหมด ก็ต้องพ้นสภาพการเป็นรัฐบาล
อีกทั้งยังมีการเปิด “สูตรตั้งรัฐบาลชุดใหม่” ประกอบด้วย “ส้ม-แดง-เขียว” นั่นคือ พรรคประชาชน+พรรคเพื่อไทย+พรรคกล้าธรรม ซึ่งจะมีเสียงเกิน 250 เสียง โดยยกความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ระหว่าง “ทักษิณ” กับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่มีความลึกซึ้งมากกว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. แม้ “ผู้กองคนดัง” จะแยกตัว มาสนับสนุนพรรค ภท. ในการเป็นแกนนำรัฐบาลครั้งแรก จนนำมาสู่การก่อกำเนิดของ “รัฐบาลหนู 1”
ดังนั้นการวินิจฉัยของของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จึงมีความหมายกับ “ทักษิณ” เพราะเท่ากับได้รับการล้างมลทิน และอาจมีเป้าหมายอื่นแฝงเร้น

ด้าน “ฉัตรชัย บางชวด” ปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะ เลขานุการคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดเผยว่า “ขอไปดูก่อนว่า ยื่นเรื่องมาจริงหรือไม่ ถ้ายื่นมา จะนำเข้าที่ประชุมอนุกรรมการ ที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ซึ่งนายทักษิณมีสิทธิ์ยื่น และหากยื่นมาแล้ว ต้องนำเข้าประชุม เพื่อมาพิจารณาว่า ญัตติของนายทักษิณ เข้าข่ายที่จะพิจารณาได้หรือไม่ ถ้าเข้าข่าย ที่ประชุมคณะกรรมการจะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน”
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายทักษิณต้องการยื่นโดยอ้างเหตุว่า ต้องการล้างมลทิน เนื่องจากขณะนี้ประเทศต้องการความสามัคคีปรองดอง ถือเป็นเหตุผลในการยื่นได้หรือไม่ “ฉัตรชัย” ตอบว่า “เรื่องของการยื่นมีหลักการอยู่ ต้องมาดูว่ามีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ถ้าเป็นคดีทั่วไป ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่เข้าข่าย ซึ่งหลายกรณีอาจต้องอ้างหลักฐาน หรือมูลเหตุทางการเมือง”
ส่วน “วิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความส่วนตัวของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เปิดเผยว่า “นายทักษิณมอบอำนาจให้ตนเอง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการ หวังว่าจะมีการตีความแบบกว้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยพิจารณาอย่างรอบด้านจริง ๆ ซึ่งเป็นการยื่นในคดี ที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมทั้งหมด ไม่ได้มีการแยกเป็นคดีอะไร…การยื่นของนายทักษิณต้องการล้างมลทิน ท่านต้องการทำให้เห็นว่า สิ่งที่ท่านทำมาทั้งหมด เพื่อประชาชนและประเทศชาติ และเป็นเรื่องที่ล้วนเกี่ยวกับการเมืองทั้งสิ้น เรื่องที่กล่าวหาท่าน และท่านได้รับโทษ ท่านต้องการทำมาหากิน ใช้ชีวิตสงบสุข ท่านอายุมากแล้ว และประสงค์ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง หรือไปลงการเมืองอะไร”

ในหนังสือคำร้องของ “ทักษิณ” ตอนหนึ่งระบุว่า ผลพวงจากความขัดแย้ง และแรงจูงใจทางการเมืองช่วงปี 2548-2568 รวมทั้งรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่มี “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” ผบ.ทบ.ในขณะนั้น เป็นหัวหน้าคณะ ทั้งกระบวนการตรวจสอบ และดำเนินคดีในเวลาต่อมา เป็นความสืบเนื่องจากการใช้อำนาจ ภายหลังรัฐประหาร เปรียบเสมือน “ผลไม้ของต้นไม้พิษ” ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นธรรม นายทักษิณได้ยกคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 4 คดีหลัก มาประกอบการพิจารณา นำโดยคดีริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท กรณีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ชินคอร์ป” ซึ่งขายให้กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ เข้าข่ายความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ…และเมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งหมด ไม่ปรากฏข้อวินิจฉัยใดที่ระบุชัดเจนว่า ผู้ร้องกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ อีกทั้งได้กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยลดโทษเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2566 เหลือโทษจำคุก 1 ปี
ขณะที่ “อดีตแกนนำ กปปส.” ซึ่งเคยออกมาร่วมตัวกับประชาชนขับไล่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเป็นอัยการเก่า อย่าง “ถาวร เสนเนียม” ได้โพสต์เตือน “ทักษิณ” ว่า “อย่าดันทุรังยื่นขอนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เพราะขัดแย้งกับมาตรา 3 ที่กำหนดชัดเจนว่า ไม่รวมการนิรโทษกรรมคดีทุจริตประพฤติมิชอบ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตลอดจนความผิดอาญาร้ายแรงอื่น ๆ”
สอดคล้องกับความเห็นของ “วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษา และอดีตประธาน กสม. ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “นายทักษิณยื่นคำร้องขอพ้นผิด ใต้ร่ม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ แต่การดิ้นรน ขอนิรโทษกรรม กลับติดมาตรา 3 ที่ไม่คุ้มครองคดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ไม่รวมความผิดมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา และไม่รวมความผิดร้ายแรงทางคดีอาญา คำถามสำคัญที่ตามมาคือนายทักษิณ และ ทนายมืออาชีพอย่างนายวิญญัติ ไม่ได้ศึกษาหรือดูข้อกำหนดในมาตรา 3 หรือ? หรืออาจทราบอยู่แล้ว แต่เป็นการยื่นตามช่องทางมาตรา 6 (2) ที่เปิดช่องทางไว้ เพื่อลุ้นผลพิจารณา หรือผลทางการเมือง?”
ทั้งนี้ในช่วงที่ “ทักษิณ” เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกอดีต โดย “ทักษิณ” ได้ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด จึงขอรับโทษตามคำพิพากษา แต่เนื่องจากนี้อายุมาก มีปัญหาสุขภาพเจ็บป่วย ต้องเข้ารักษาพยาบาลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษ ให้นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ เหลือโทษจำคุก 1 ปี เพื่อจะได้ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ช่วยเหลือและทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ สังคมและประชาชน
สำหรับคดีที่ “อดีตนายกฯ” ต้องถูกจำคุก ประกอบด้วย 1.คดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ 2.คดีหวยบนดิน 3.คดีเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ซึ่งทั้ง 3 คดีนี้ ต้องถูกจำคุกรวม 8 ปี แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เหลือจำคุก 1 ปี ซึ่งทั้ง 3 คดีเป็นความความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 หรือ 157) หรือการใช้อำนาจขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นความผิดฐานทุจริต จึงไม่อาจนำความผิดตามกฎหมายลำดับที่ 31 มาลบล้างความผิดฐานทุจริต หรือประพฤติมิชอบที่ถูกล็อกไว้ด้วยมาตรา 3 ของพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุขฯ ได้
ดังนั้นจึงไม่ใช้เรื่องแปลกเมื่อ “จักรภพ เพ็ญแข” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. จะออกมาให้สัมภาษณ์ ขอให้นายทักษิณ ชะลอใช้ประโยชน์ทางกฎหมาย ในคดีความของพ.ร.บ เสริมสร้างสังคมสันติสุขฯ โดยให้เหตุผลว่า “ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวบางอย่าง ที่ไม่เป็นเรื่องดีต่อประเทศชาติ ในยามวิกฤติแบบนี้เลย มีผู้ที่วางแผนจะยกท่านขึ้นมา เป็นประเด็นปัญหารอบใหม่ เพื่อฟื้นขบวนการบางอย่าง โดยจะซัดสาดข้อกล่าวหาทางการเมือง และธุรกิจเพิ่มเติมมาสู่ท่าน จากหลายทิศทาง แล้ววางแผนจะรับส่งกันเป็นลูกระนาดไป บ้านเมืองอาจลงสู่ขุมนรกกันอีกรอบ เจตนาของผมคือ ต้องทำให้แผนนี้ไม่สำเร็จ ทำให้ท่านอดีตนายกฯ ไม่กลายเป็น “ศูนย์กลางปัญหา” ตามแผนการนี้ สิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือ ขยับเวลาให้คลาดจากกัน เว้นจังหวะสักนิดแล้วก็กลับมายื่นได้ ก็ใครหน้าไหนจะไปยกเลิกสิทธิ์ ตามกฎหมายของท่านได้ ในเมื่อท่านก็เป็นประชาชนของประเทศนี้ แต่จังหวะเวลา คือเรื่องที่สำคัญมากทางการเมือง ของดี ๆ บางอย่างต้องเสียไปเพราะจังหวะที่ไม่ดี”
นอกจากนี้ “ทักษิณ” ยังยื่นฟ้อง “กรมสรรพากร” โดยขอให้ศาลภาษีกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของกรมสรรพากร ที่ให้อายัดทรัพย์สินและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ เพื่อนำมาชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่จำเลยแจ้งการประเมินภาษี (มูลค่าภาษีที่ประเมินการค้างชำระ จำนวน 17,493,608,086.96 บาท) โดยศาลภาษีอากรกลาง นัดไกล่เกลี่ย ชี้สองสถาน และสืบพยาน ในวันที่ 21 ธ.ค.2569 เวลา 09.00 น. ตามที่คู่ความมีวันว่างตรงกัน
ทั้งนี้ “ทนายวิญญัติ” กล่าวยืนยันว่า “นายทักษิณมิได้มีเจตนาโต้แย้งหรือไม่เคารพคำพิพากษา อันถึงที่สุดดังกล่าวแต่อย่างใด แม้การที่คดีดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากร จากการที่นายทักษิณขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ จำนวน 329,200,000 หุ้น ให้แก่กลุ่มเทมาเส็กไปในปี 2549 คิดเป็นเงินจำนวน 15,883,900,000 บาท ถือเป็นฐานเงินได้พึงประเมิน ที่ต้องนำมาคำนวณ เพื่อชำระภาษีประจำปี 2549 ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย และนายทักษิณต้องชำระภาษีสำหรับเงินได้ดังกล่าวก็ตาม
…แต่ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า เงินได้จำนวน 15,883,900,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของเงินได้ที่นายทักษิณ ได้รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ทั้งหมด จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ซึ่งนายทักษิณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วันที่ 26 ก.พ.2553 ให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งสิ้นแล้ว รวมเป็นเงิน 46,373,687,454.70 บาท จึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใด ที่นายทักษิณได้รับ จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ คงเหลือให้ต้องชำระภาษีสำหรับปี 2549 อีกต่อไป การยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณ ในเวลาต่อมาจึงเป็นการยึดและอายัดซ้ำซ้อน กับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553”

โดยก่อนหน้านี้ “สมศักดิ์ อนันทวัฒน์” ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) รักษาราชการแทน อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “ตามที่กรมสรรพากร แถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6890/2568 ซึ่งได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงเป็นที่ยุติและมีผลทำให้หนี้ภาษีอากร ตามการประเมินเป็นที่สุด ทั้งนี้นับแต่ประเมินภาษีนายทักษิณ ถึงแม้จะอยู่ระหว่างการใช้สิทธิอุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และการพิจารณาคดีในชั้นศาล กรมสรรพากรได้ติดตามเร่งรัดภาษีอากรค้างจากนายทักษิณมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบของกฎหมาย”
“สมศักดิ์” บอกด้วยว่า “ได้แจ้งเตือนให้ไปชำระภาษี สอบสวนทรัพย์สินทุกประเภทเพื่อยึด อายัด นำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากร ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากร ได้ติดตามทรัพย์สินของนายทักษิณ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางดำเนินการบังคับชำระหนี้ภาษีอากร อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการเร่งรัดภาษีอากรจนถึงที่สุดแล้ว หากกรมสรรพากรได้รับชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ก็จะพิจารณาดำเนินการฟ้องนายทักษิณ เป็นคดีล้มละลายต่อไป โดยได้ดำเนินการภายใต้กรอบระยะเวลา และอายุความตามกฎหมาย มิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ”
คำถามคือ…ในแง่กฎหมาย การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิ ได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ หากเข้าข่ายและพ้นจากความรับผิด ทีมกฎหมายของอดีตนายกฯ จะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง แต่ในทางการเมืองอาจกลับมารับบท “แม่ทัพ พท.” สู้ศึกในการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องทรัพย์สิน อาจไม่ต้องถูกเรียกภาษีเก็บย้อนหลัง จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ หรืออาจมีผลต่อเงินที่ถูกยึดไปก่อนหน้านี้ 4.3 หมื่นล้านบาทหรือไม่ เพราะบางที่กฎหมายอาจเปิดช่องบางอย่าง ที่หลายคนนึกไม่ถึง หรือจะนำเรื่องไปต่อรองกับ “ภท.” เพื่อให้ช่วยสนับสนุน ให้ได้รับการนิรโทษกรรม แลกกับความอยู่รอดทางการเมืองในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นได้
…………………………
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















