“กองทุนประกันสังคม” กำลังกลายเป็นข่าวฮือฮาอีกครั้ง เมื่อถูกเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลเรื่องการใช้เงินกองทุนฯ แบบสุรุ่ยสุร่าย ไม่โปร่งใส
อันที่จริงบทบาท “กองทุนประกันสังคม” ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านสวัสดิการเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในกลไกทางเศรษฐกิจการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศ ด้วยขนาดเงินกองทุนกว่า 2 ล้านล้านบาท เงินก้อนนี้ไม่ได้เป็นเพียงหลักประกันของแรงงานกว่า 24 ล้านคน แต่ยังเป็น “แหล่งอำนาจทางเศรษฐกิจ” ที่สามารถกำหนดทิศทางการลงทุน กระแสเงินทุน และผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจได้โดยตรง
“ระบบประกันสังคม” เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดิน หากแต่เป็น “เงินเดือนของแรงงานไทยที่อยู่ในระบบทั้งประเทศ” ซึ่งถูกหักสม่ำเสมอทุกเดือน เพื่อแลกกับความมั่นคงในวันที่เจ็บป่วย ว่างงานหรือเข้าสู่วัยชรา หลักคิดของระบบนี้จึงควรตั้งอยู่ในความโปร่งใส ความรอบคอบและการใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม สังคมเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจัง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องมาจนถึง 2569 ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่อง “เงินหายไปไหน???” แต่เป็น “ใครมีอำนาจตัดสินใจ” และ “ตัดสินใจเพื่อใคร”

อย่าลืมว่า “เงินประกันสังคม” คือ เงินออมภาคบังคับของแรงงาน ซึ่ง “รัฐ” ทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการกองทุน” แทน “เจ้าของเงินตัวจริง” หลักการสำคัญจึงควรยึดประโยชน์ของ“ผู้ประกันตน” เป็น “ศูนย์กลาง” ทั้งในด้านความมั่นคง ความเสี่ยง และผลตอบแทน
แต่ในทางปฏิบัติ “โครงสร้างการบริหาร” กลับผูกโยงอยู่กับ “ระบบราชการ” และ “การเมือง” อย่างแยกไม่ออก
ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ในการใช้เงินเป็นไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่เป็นประโยชน์กับ “เจ้าของเงิน” แต่กลายเป็นถูก “นักการเมือง-ข้าราชการ-กรรมการบางคน” นำไปถลุง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปดูงานต่างประเทศระดับชั้น 1 (First Class) มูลค่าหลายล้านบาท งบประมาณประชาสัมพันธ์ที่ใช้ต่อเนื่องปีละหลายสิบล้านบาท หรือการพัฒนาแอปพลิเคชัน SSO+ ที่ใช้งบกว่า 270 ล้านบาท
แม้ “สำนักงานประกันสังคม” จะชี้แจงว่า การใช้เงินเป็นไปตามกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติก็ตาม
แต่คำถามสำคัญคือ “ใครเป็นผู้กำหนด” ว่าการใช้จ่ายเหล่านี้ มีความจำเป็นและคุ้มค่าแค่ไหน โดยที่ “เจ้าของเงิน” อย่าง “ผู้ประกันตน” ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบแม้แต่น้อย
ยิ่งกรณีการนำเงินไป ลงทุนใน “หุ้นบางตัว” โดยกรรมการไม่มีความเชี่ยวชาญ ต้องประสบกับการขาดทุน เช่น หุ้น STARK ทุกวันนี้ “กองทุนประกันสังคม” แบกรับความเสี่ยงจากการตกแต่งบัญชีและการล่มสลายของบริษัทเอกชนรายนั้น จนมูลค่าแทบไม่เหลือ หรือ “หุ้นพลังงานบางตัว” ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ตอนนี้มูลค่าลดลงจากเกือบร้อยบาท ตอนนี้เหลือไม่กี่บาท
กรณี การซื้ออาคารสำนักงาน SKYY9 ด้วยมูลค่ารวมกว่า 7 พันล้านบาท เป็นกรณีศึกษาคลาสสิคในการตัดสินนโยบายที่ผสานเศรษฐกิจกับการเมือง ฝ่ายบริหารชี้แจงว่า เป็นการลงทุนเพื่อผลตอบแทนระยะยาวและดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่คำถามของสังคมคือ ทำไมส่วนต่างราคาซื้อกับราคาประเมินในตลาดที่ต่างกันอย่างมาก

หากรวมข้อครหาที่สังคมมีต่อ คณะกรรมการกองทุนประกันสังคม และ ผู้มีอำนาจรับผิดชอบ ยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วน เช่น กรณีโรงอาหารกระทรวงแรงงาน 12 ล้านบาท, ปฏิทินล่องหน 70 ล้านบาท, หอพัก TU Dome มูลค่า 800 ล้านบาท ตอนนี้มูลค่าเหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท รวมถึงหุ้นพลังงานมูลค่า 800 ล้านบาท เหลือแค่ 14 ล้านบาท เรียกว่า หายเกือบหมดเกลี้ยง
ขณะที่ “ผู้ประกันตน” ในฐานะ “เจ้าของเงิน” แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับตรงกันข้ามแบบหน้ามือกับหลังมือ เพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณอยู่ที่ระดับ 15,000 บาท มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ส่งผลโดยตรงต่อระดับบำนาญชราภาพในอนาคต ซึ่งหลาย ๆ ฝ่ายประเมินว่า อาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในสังคมที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ
แผนการลงทุนในอนาคตของกองทุนประกันสังคม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงอาหาร หอพักหรือลงทุนในหุ้นพลังงาน ที่รัฐทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญ แทนปรัชญากองทุนประกันสังคมที่ต้องการให้เป็นกองทุนสวัสดิการแบบดั้งเดิม
การลงทุนอย่างนี้ นอกจาก “มีความเสี่ยง” แล้ว ยังมีประเด็นในเรื่อง “ความโปร่งใส” และการที่มี “คนเข้ามาหาประโยชน์” จนกลายเป็น “ขุมทรัพย์” ของ “นักการเมือง-กรรมการกองทุนประกันสังคมบางคน” รวมถึง “นักธุรกิจ” ที่สนิทสนม “นักการเมือง” เข้ามาผูกขาดโครงการต่าง ๆ ในกองทุนฯ รายใหม่ ๆ จะเข้ามาแข่งก็ถูกกีดกัน นี่คือ “จุดอ่อนของระบบ”

มีเรื่องเล่าว่า หลายปีก่อน คณะกรรมการกองทุนประกันสังคม มีนโยบาย ยกเครื่องระบบไอที ที่ใช้มานาน ปรากฏว่า มี “รายใหม่” เข้าไปเสนองาน แต่ต้องเด้งกลับ เพราะผู้ใหญ่ในกระทรวงกำหนดว่า ต้องให้ “รายเก่า” เข้ามาเอี่ยวในโปรเจกต์นี้ด้วย นอกจากนี้ “รายเก่า” ยัง “วางยาไว้ในระบบ” เพื่อกีดกันรายใหม่ ๆ ไม่ให้เข้ามาทำต่อได้ง่าย ๆ ต้องหันใช้บริการ “เจ้าเก่า” เข้ามาช่วย จนรายนั้นต้องถอยออกมา ยอมทิ้งโครงการหลายร้อยล้าน
มีเรื่องเล่าอีกว่า ครั้งหนึ่งมี “รัฐมนตรีแรงงาน” ที่เป็นความหวัง เพราะมีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องการเงิน การลงทุน แต่ในการทำงานจริง ๆ รัฐมนตรีคนนั้น ไม่ได้มีบทบาทอะไร ทุกอย่างผ่าน “เจ้าพ่อ” ที่เป็น “เจ้าของพรรคตัวจริง” ที่มีห้องทำงานใกล้ ๆ กัน ใครจะมาพบ “เจ้าพ่อ” ต้องสกรีนก่อน เมื่อ “รัฐมนตรี” ก้าวลงจากตำแหน่ง มี “รัฐมนตรีใหม่” เข้ามาก็ยังไม่กล้าทำอะไร การประมูลโครงการต้องผ่าน “เจ้าพ่อคนนั้น” เหมือนเดิม แม้อยู่คนละพรรคก็ตาม
นี่คือ “แดนสนธยา” ใน “กองทุนประกันสังคม” ที่ “เจ้าของเงินตัวจริง” เป็นแค่ “ยาจก” ที่รอรับ “เศษเงิน” จาก “ผู้มีอำนาจ” หนทางเดียว…ที่จะหลุดพ้นจาก “อำนาจมืด” คือ “ประกันสังคม” ต้องออกจาก “ระบบราชการ” ต้องไม่อยู่ในมือ “นักการเมือง” และบรรดาพวก “เสือหิว” ทั้งหลาย !!!
…………………………………..
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















