สถานการณ์ราคามะพร้าว ที่กำลังเข้าสู่วิกฤติ จากปรากฏการณ์ราคาดิ่งเหวแบบไม่เคยมีมาก่อน แต่วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดกับมะพร้าวไทย
ย้อนกลับไปเมื่อราว ๆ ปี 2563 การรณรงค์ของ People for the Ethical Treatment Of Animals กล่าวหาชาวสวนมะพร้าวไทยใช้ลิงเก็บมะพร้าว ทำให้ผู้นำเข้ามะพร้าวน้ำหอมในยุโรปบางราย ระงับหรือทบทวนการนำเข้าสินค้ามะพร้าวจากไทยชั่วคราว
แม้ไม่ใช่ทุกสวนที่ใช้แรงงานสัตว์ แต่ภาพลักษณ์มะพร้าวไทยถูกตั้งคำถามทันที ครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบตลาดส่งออกมะพร้าวไทยไปยุโรปไม่น้อย มูลค่าความเสียหายทั้งมะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาทจึงถือว่าเป็นวิกฤติที่หนักมาก
แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว กลับเกิด กระแสน้ำมะพร้าวฟีเวอร์ ขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด ดันให้ราคามะพร้าวน้ำหอมของไทยพุ่งกระฉูดไปถึงลูกละ 40 บาท ไม่เคยราคาสูงอย่างนี้มาก่อน

แต่พอมาปี 2569 นี้ สถานการณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทยกลับตาลปัตร เหมือนหนังคนละม้วน อยู่ ๆ ราคามะพร้าวน้ำหอมไทยตกลงอย่างน่าใจหาย เหลือเพียงลูกละ 1-2 บาทเท่านั้น ชาวสวนมะพร้าวต่างพากันได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน จนบางรายอยู่ไม่ไหว เพราะราคาต่ำกว่าต้นทุนเท่าตัว ซึ่งต้นทุนมะพร้าวน้ำหอมเฉลี่ยลูกละ 5 บาท แต่ราคาขายลูกละ 3 บาท
นั่นหมายความว่า มะพร้าวน้ำหอมทุกลูกที่ชาวสวนขายไป ต้องขาดทุนลูกละ 2 บาททันที แต่ก็ไม่มีทางเลือก ยอมขายขาดทุน ดีกว่าเก็บทิ้งไว้เฉย ๆ แล้วปล่อยให้เสียไปเปล่า ๆ สวนมะพร้าวไหนที่มีสายป่านยาวทุนหนา อาจจะเก็บแช่แข็งไว้ได้นานหน่อย
คำถามคือ อะไร??? เป็นสาเหตุทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมที่เคยรุ่งเรือง ต้องอยู่ในสถานการณ์วิกฤติจากราคาตกต่ำ
สาเหตุแรก เนื่องมาจาก ปีนี้ชาวสวนต้องเจอภาวะผลผลิตล้นตลาด มีปริมาณมะพร้าวน้ำหอมออกสู่ตลาดพร้อม ๆ กันจำนวนมาก คาดว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 50% ทำให้ปริมาณเกินความต้องการ ส่งผลให้ราคาตกอย่างรวดเร็ว
จากข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จำนวนเนื้อที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในไทยเพิ่มจากราว 1.5 แสนไร่ในปี 2561 กับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ราว 4.14 แสนตัน ขึ้นมาเป็นสถิติ 2.64 แสนไร่ ในปี 2566 กับปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ถึง 6.48 แสนตัน อันเนื่องมาจากกระแสความนิยมบริโภคมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากตัวเลขผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมในไทยที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด สัดส่วน 20% จะขายภายในประเทศ ขณะที่อีก 80% จะถูกส่งออกทั้งหมด โดยมี ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกหลัก ในปี 2565 ที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทั้งสิ้น 6.47 แสนตัน มีปริมาณการส่งออกถึง 4.16 แสนตัน

อย่างที่กล่าว ตลาดจีน เป็นตลาดใหญ่ของมะพร้าวน้ำหอมไทย แต่ปรากฏว่า ปีนี้คำสั่งซื้อจากจีนกลับลดลง เนื่องจากจีนเริ่มเปิดรับการซื้อจากประเทศคู่แข่งอื่น ๆ ทำให้ความต้องการมะพร้าวน้ำหอมไทยในตลาดจีน ชะลอตัวลง คู่แข่งที่มาแย่งตลาดไทย ไม่พ้นเฉพาะเวียดนาม ที่เพิ่งได้สิทธิส่งมะพร้าวสดเข้าจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก แค่ปีเดียวการส่งออกของเขาโตแรงมาก และกำลังมาเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในอนาคต
แม้ เวียดนาม มีผลผลิตมะพร้าวรวมประมาณ 2 ล้านตันต่อปีอยู่ราว 1.6–2 พันล้านลูกเท่านั้น หากนับเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับไทยรสชาติก็ยังสู้ไม่ได้ แต่ราคาต่ำกว่ามะพร้าวน้ำหอมไทย ตรงนี้เป็นข้อได้เปรียบ ทำให้ในอนาคตจีนมีทางเลือกมากขึ้น และเมื่อผู้ซื้อมีทางเลือก อำนาจต่อรองก็เปลี่ยนไป
ปัญหาใหญ่และน่ากังวลที่สุดถือเป็นปัญหาหลัก คือ กรณี “ล้งนอมินีทุนต่างชาติ” โดยเฉพาะ กลุ่มทุนจีน เข้ามาตั้งล้งรับซื้อสินค้าเกษตรไทย รวมถึงมะพร้าวน้ำหอม โดยใช้ “นอมินีคนไทย” เพื่อครอบงำตลาด ทำการกดราคารับซื้อจากชาวสวน มิหนำซ้ำยังพบว่า “ล้งเหล่านี้” แอบนำน้ำมะพร้าวที่อื่นมีต้นทุนถูกกว่า มาผสมและสวมรอยส่งออกในนามน้ำมะพร้าวน้ำหอมไทย
ช่วงแรก ๆ ที่ “ล้งจีน” เริ่มเข้ามา จะทำธุรกิจผ่านการไปหา “นายหน้า” เพื่อให้ “นายหน้าในพื้นที่” ช่วยหามะพร้าวน้ำหอมตามคำสั่งซื้อที่มาจากประเทศจีน ซึ่งในช่วงแรกนี้ ทั้ง “นายหน้า” รวมไปถึง “เกษตรกร” สามารถขายมะพร้าวน้ำหอมได้ในราคาสูง ๆ ต่อมา “ล้งต่างชาติเหล่านี้” ก็เริ่มขยับขยายยกระดับ จากแค่ “รับซื้อ” มาเริ่ม “มีที่ดินมีสวนมะพร้าว” เป็นของตัวเอง วิธีนี้ทำให้ล้งสามารถคำนวณผลผลิตที่อยู่ในมือได้ง่าย ๆ
เมื่อ “ล้ง” มีสวนมะพร้าวน้ำหอมเอง คำสั่งซื้อหลัก ๆ ทั้งหลายจากจีน ก็จะตกอยู่กับผลผลิตที่ได้จากสวนของ “ล้งจีน” เกือบทั้งหมด เกษตรกรไทยรายย่อยที่เคยตั้งราคาเองได้ ตอนนี้ขายไม่ได้ อำนาจทั้งหมดจึงตกไปอยู่ในมือของ “ล้งจีน” ที่รับซื้อในปริมาณมาก ๆ แทน

ปีนี้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มขึ้นมาก ชาวสวนต้องเร่งระบายออกสู่ตลาด สุดท้ายราคาก็ค่อย ๆ ตกลง ทั้งหมดนี้คือต้นเหตุให้มะพร้าวน้ำหอมไทยราคาตก ปัจจุบันมาอยู่ที่ลูกละ 1-2 บาท ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอนนี้ชาวสวนมะพร้าวแบกรับการขาดทุนต่อแทบไม่ไหว เพราะรายได้หายไปหลายเดือน
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าว่า ล้งเหล่านี้มีความสำคัญกับชีวิตของชาวสวนมะพร้าวอย่างมาก ทุกวันนี้ “ล้งสัญชาติไทยที่มีทุนจีนอยู่เบื้องหลัง” ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอาจมีถึง 70-80% ของระบบ แทบจะเรียกว่าธุรกิจล้งอยู่ในมือคนจีนเกือบหมดแบบครบวงจร
ทั้งหมดนี้คือชะตากรรมของชาวสวนมะพร้าวไทยในมือ “ล้งจีน” สิ่งที่รัฐบาลทำ ไม่ใช่แค่สนับสนุนชั่วครั้งชั่วคราว หรือแจกมะพร้าวในปั๊ม แต่จะแก้ปัญหาอิทธิพล “ล้งจีน” อย่างไร…คือโจทย์ที่สำคัญต่างหาก
…………………………………..
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC





















