ในช่วงที่โลกเผชิญความเสี่ยง “ภัยสงคราม” จากความขัดแย้งระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐฯ-อิสราเอล” สำหรับ “คนไทย” อาจจะรู้สึกว่ายังห่างไกล แต่แค่สัปดาห์แรก ๆ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ได้รับ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปแล้วไม่น้อย สะท้อนจากตลาดหุ้นไทยดัชนีหุ้นร่วงรูดกว่า 100 จุด จากความกังวลวิกฤตในตะวันออกกลาง ต่างชาติจึงพากันเทขาย
คงปฏิสธไม่ได้ว่า สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบธุรกิจไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม คำถามสำคัญคือ “ประเทศไทย” พร้อมรับมือแรงสั่นสะเทือนมากน้อยเพียงใด???
สิ่งแรกที่ทั่วโลกกังวล คือ “ราคาน้ำมัน” อย่างที่ทราบ “ตะวันออกกลาง” เป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก และเส้นทางขนส่งน้ำมันจำนวนมหาศาล ต้องผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ หากมีการปิดช่องแคบหรือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นทันที
“ประเทศไทย” นำเข้าน้ำมันจำนวนมากเพื่อใช้ในระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ย่อมกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ค่าไฟฟ้า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น คนไทยอาจจะไม่ได้รู้สึกถึงเสียงระเบิดในสงครามตะวันออกกลาง แต่จะรับรู้ถึงผลกระทบ ทันทีที่ปั๊มน้ำมันหรือราคาสินค้าหน้าร้าน

ล่าสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 2-6 สัปดาห์ ในกรณีฐานราคาน้ำมัน เบรนท์ เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต้องชะลอลง 0.3% ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมัน เบรนท์ เฉลี่ยอาจแตะ 107 เหรียญ สหรัฐ/บาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมากถึง 0.8% เงินเฟ้อไทยปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.5% ผลจากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงกว่า 4% ได้
อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า “ตะวันออกกลาง” ถือเป็น จุดสำคัญของเส้นทางเดินเรือ ระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา หากสงครามรุนแรงสถานการณ์ความมั่นคงแย่ลง “บริษัทเดินเรือ” และ “บริษัทประกันภัย” อาจเพิ่มค่าประกันความเสี่ยง ค่าระวางเรืออาจปรับตัวสูงขึ้น จะกระทบถึง “การส่งออก” ตามมา ขณะที่ “ตลาดการเงิน” มีความอ่อนไหว “ค่าเงิน” ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึง “ค่าเงินบาท” อาจผันผวนมากขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นแรงกระเพื่อมจากปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่สิ่งสำคัญคือ “ความพร้อมของรัฐบาล” ว่ามียุทธศาสตร์ตั้งรับสถานการณ์นี้อย่างไร คงต้องจับตาดูโฉมหน้า “ครม.ชุดใหม่”
ทุกวันนี้ต้องบอกว่า ประเทศไทยตอนนี้อยู่ในห้วงสุญญากาศ เพิ่งเลือกตั้งไปแค่เดือนกว่า ๆ พรรคการเมืองยังสาละวนกับการจัดตั้งรัฐบาล ช่วงนี้เป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำหน้าที่บริหารประเทศ บรรยากาศต่าง ๆ ดูเนือย ๆ “ข้าราชการ” ปล่อยเกียร์ว่าง รอ “เจ้ากระทรวงคนใหม่” ตลอดระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมา ที่ “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำรัฐบาลต่อจาก “พรรคเพื่อไทย” รัฐมนตรีที่ทำงานจริง ๆ แค่ 3-4 คนที่เป็น “คนนอก” ที่เป็นมืออาชีพ…อย่าง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-ศุภจี สุธรรมพันธุ์-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” เท่านั้น
ส่วนคนอื่น ๆ ยังไม่เห็นมีคนไหนที่คนไทยพอจะพึ่งเนื้อนาบุญได้ ยังจำไม่ได้ว่า นักเลือกตั้งที่เป็นรัฐมนตรีคนไหน มีผลงานอะไรบ้าง ยิ่งในช่วงนี้ชาวบ้านเกษตรกรกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก สินค้าเกษตรราคาดิ่งเหว มะพร้าวน้ำหอม โดน “ล้งจีน” เข้ามาคุมตลาด ยึดพื้นที่ปลูกมะพร้าวแข่งกับสวนมะพร้าวไทย ชาวสวนต้องพากันขาดทุนสิ้นเนื้อประดาตัว ต้นทุนมะพร้าวลูกละ 5 บาทขายได้แค่ 2 บาท พืชผักบางชนิดโดนสินค้าจีนเข้ามาตีตลาด เช่น กะหล่ำปลีทางภาคเหนือกำลังวิกฤติหนักฉุดราคาดิ่งเหว ยังไม่มีหน่วยงานหรือรัฐมนตรีคนไหนสนใจ
เมื่อวันก่อนคุยกับญาติพี่น้องที่ “ทำไร่อ้อยทางภาคอีสาน” บอกว่า ปีนี้อ้อยที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรมราคาตกมาก ๆ ปีที่แล้วตันละ 1,200 บาท ปีนี้รัฐบาลอนุทิน เหลือตันละ 650 บาท หายไปครึ่งหนึ่ง แต่ราคาปุ๋ยกระสอบละ 1,050 บาท มิหนำซ้ำ “ค่าความหวานของอ้อย” ที่ควรจะเป็นของ “ชาวไร่” ยังถูก “หัวหน้าโควตา” เอาไปกิน ล่าสุดรัฐบาลประกาศราคาอ้อยตันละ 850 บาท แต่ชาวไร่ยังบอกว่า โรงงานจ่ายแค่ 650 บาทเหมือนเดิม ยังไม่เคยเห็นรักษาการกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาพูดเรื่องนี้

อดเป็นห่วงไม่ได้ หากสงครามบานปลาย ยังไม่รู้ว่าจะจบวันไหน เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกรอบ “รัฐบาลบ้านใหญ่” ที่ “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำจะเอาอยู่หรือไม่ เท่าที่มีรายชื่อปรากฏออกสื่อล่าสุด ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีที่อยู่ใน ครม.รัฐบาลชุดรักษาการตอนนี้ หลายคนยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะ “บรรดาลูกหลาน” ที่เป็น “ตัวแทนบ้านใหญ่”
สถานการณ์ประเทศอาจจะเผชิญวิกฤติ พรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลควรจะต้องคัดสรรคน ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีที่มาบริหารประเทศ ต้องเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ผ่านการทำงานมาพอสมควร ไม่ใช่มือใหม่หัดขับได้ไม่กี่เดือน กล้าตัดสินใจไม่ใช่ฟังแต่ข้าราชการ และต้องมีความน่าเชื่อถือของคนในวงการตลาดเงิน ตลาดทุน ไม่มีประวัติในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่น
แต่เท่าที่รายชื่อที่ปรากฎออกมาตามสื่อต่าง ๆ มีแต่ “พวกแก่ลายคราม” เป็นรัฐมนตรีมาหลายสมัย ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน กับ “พวกลูกหลานบ้านใหญ่” ทั้งนั้น ดูแล้วจะรับมือวิกฤตไหวไหม น่าเป็นห่วงชาติบ้านเมืองจริง ๆ
…………………………………..
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















