สถานการณ์ขาดแคลนน้ำมัน ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ภาพชาวบ้านในต่างจังหวัด มารอเติมน้ำมันแถวยาวเหยียดเป็นกิโลฯ ปั๊มน้ำมันหลายแห่ง เขียนป้ายบอก “น้ำมันหมด”
แต่ที่ไปเจอกับตัวเอง “ปั๊มน้ำมันชานเมือง” จะมี “เด็กปั๊ม” คอยยืนส่งสัญาณมือให้ “รถขนส่ง” ที่วิ่งเข้ามาว่า “น้ำมันดีเซลหมด” ฟังจากคนขับรถส่งของบอกว่า “ลำบากมาก” เพราะปั๊มน้ำมันจำกัดให้เติมครั้งละ 700 บาท วิ่งส่งของแต่ละเที่ยว ต้องทะยอยเติมหลายปั๊ม กว่าจะเต็มถังเสียเวลามาก
จากกรณีนี้ สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการของรัฐบาลว่า “ยังมือไม่ถึง” ทั้งที่ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน-อดีตผู้บริหารสูงสุดในบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของไทย, “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็เป็นเจ้าของบริษัทค้าน้ำมันอันดับ 2 น่าจะเข้าใจสถานการณ์และแก้ปัญหาดีกว่านี้

มิหนำซ้ำกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า “น้ำมันหายไปไหน” นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ก็โบ้ยว่า “ประชาชนกักตุน”
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การผ่องถ่ายอำนาจ “รัฐบาลอนุทิน 1” ไปสู่ “รัฐบาลอนุทิน 2” กำลังถูกท้าทายจากสถานการณ์น้ำมันในบ้านเรา กลุ่มองค์กรต่าง ๆ เริ่มออกมาเรียกร้อง พร้อมเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาล แก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันเร่งด่วน
ตอนนี้รัฐบาลจึงโฟกัสที่ ปัญหาน้ำมันขาดแคลน และราคาน้ำมัน เนื่องจาก “น้ำมัน” คือ เส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย เมื่อราคาผันผวนแรง ๆ จนรัฐบาลเอาไม่อยู่ สถานการณ์จะเปลี่ยนจาก “วิกฤติน้ำมัน” เป็น “วิกฤติเศรษฐกิจ-วิกฤติพลังงาน” ลามไปสู่ “วิกฤติสังคม” และกลายเป็น “วิกฤติการเมือง” ในที่สุด และอาจถึงขั้น “ล้มรัฐบาล”ได้
ในอดีต รัฐบาลหลาย ๆ ประเทศต้องลงจากตำแหน่ง เพราะ “วิฤติน้ำมัน” เช่น การปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 “เวเนซูเอลา” ในยุค “มาดูโร” หรือกรณี “อียิปต์” ซึ่งเป็นชนวน “อาหรับสปริง”
สำหรับประเทศไทย “วิกฤติน้ำมัน” อาจจะไม่ถึงขั้นประชาชนต้องลุกฮือ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบฉับพลัน แต่ก็เป็นตัวเร่ง “วิกฤติผสมโรงปัจจัยอื่นๆ” ส่งผลให้ “รัฐบาลอ่อนแอสุด” สุดท้ายต้อง “พ้นจากอำนาจ”
ในสมัย “รัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์” เป็นนายกรัฐมนตรีต้องลงจากอำนาจ เพราะ “พิษน้ำมัน” ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันโลกปี 1979 ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด รัฐบาลต้องขึ้นราคาน้ำมันในประเทศ ค่าครองชีพพุ่งสูง ประชาชนประท้วงขับไล่รัฐบาล ความนิยมตกต่ำอย่างหนัก
ในยุค “รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช” ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงใกล้ 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดแรงกดดันจากประชาชนและภาคธุรกิจ รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก อุดหนุนพลังงาน แม้ “รัฐบาลสมัคร” จะพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุผลอื่น แต่ “ราคาน้ำมันแพง” เป็นตัวซ้ำเติมความไม่พอใจในสังคม
ใน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” มีการตรึงราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ภาระการคลังเพิ่มขึ้นตามมา จนถูกโจมตีว่า “บริหารงานล้มเหลว”
กระทั่งในยุค “รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา” เป็นนายกฯเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันและก๊าซขึ้นสูงมาก กระทบค่าครองชีพ เกิดกระแสโจมตีเรื่อง “ของแพงทั้งแผ่นดิน” รัฐต้องใช้มาตรการอุดหนุนและลดภาษี พร้อมกับความนิยมเริ่มเสื่อมลงเรื่อย ๆ

ครั้งนี้ “สงครามตะวันออกกลาง” ส่งผลกระทบไม่เฉพาะน้ำมัน แต่กำลังลามไป “พลังงานทั้งระบบ” ห่วงโซ่อุตสาหกรรม และค่าครองชีพ แต่เวลาพูดถึงวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ มักจะโฟกัสไปที่ ‘น้ำมัน’ เป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง พื้นที่อ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง ยังเป็นศูนย์กลางของเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซธรรมชาติเหลว เช่น LNG/LPG สารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้การผลิตปุ๋ย พลาสติก อะลูมิเนียม และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 50%
“วิกฤติพลังงาน” ครั้งนี้ยังส่งผลกระทบไปถึง “ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดอื่นๆ” เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือน ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็ขาดแคลน ‘แนฟทา’ ซึ่งเป็น วัตถุดิบสำคัญ ทำให้โรงงานในมาบตาพุด จังหวัดระยอง ต้องหยุดผลิตชั่วคราว
ยิ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดเหตุการณ์ระเบิดในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติของกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก LNG รายสำคัญของโลก และเป็นแหล่งนำเข้าหลักของไทย ซึ่งโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักสูงถึง 57% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และในจำนวนนี้เป็นการนำเข้า LNG สูงถึง 50% ทำให้ “ต้นทุนค่าไฟฟ้า” เพิ่มสูงขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ต้องปรับสูงขึ้นค่อนข้างแน่
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ การขาดแคลนน้ำมันโดยเฉพาะดีเซล ที่เป็นกลไกสำคัญในระบบเศรษฐกิจไทย เพราะระบบขนส่งสินค้า เป็นหัวใจสำคัญ ส่งผลให้ธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรมปั่นป่วนอย่างหนัก รวมถึง “น้ำมันเขียว” กระทบกับบรรดาเรือประมงที่อาจจะต้องงดออกจากฝั่งไปจับปลา ธุรกิจท่องเที่ยวตอนนี้ได้รับผลกระทบจากคนเดินทางท่องเที่ยวน้อยลง
ศูนย์วิจัยฯ ได้ประเมินผลกระทบ โดยช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลต่อจีดีพี 0.2-0.7%ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน กระทบจีดีพี 1.6% เหลือ 0.3% นั่นหมายความว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสไม่โตตามเป้าและต้องลุ้นว่าจะติดลบหรือไม่

ยิ่งเห็นโผ ครม. “รัฐบาลอนุทิน 2” แพลมออกมาล่าสุด แม้จะมีมืออาชีพ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-ศุภจี สุธรรมพันธุ์-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ที่เหลือเป็นพวก “หน้าเก่า” ที่ผูกขาดเก้าอี้และ “ลูกเทพ” ที่ไร้ประสบการณ์
ครม.ชุดนี้ประเมินแล้ว ไม่น่าจะมีศักยภาพพอที่จะรับมือได้ ยิ่งรัฐบาลมัวมะงุมมะงาหรา ปล่อยสถานการณ์ลุกลามจนเกิด “วิกฤติเศรษฐกิจ-วิกฤติพลังงาน” และ “วิกฤติสังคม” ที่จะตามมา ในที่สุดจะกลายเป็น “วิกฤติการเมือง” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
……………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















