สงครามตะวันออกกลาง เป็นอีกหนึ่งวิกฤติที่จะเป็น บททดสอบ “ผู้นำประเทศ” ทั้งของไทยและประเทศต่าง ๆ ว่า มีศักยภาพเพียงใดในการนำพาประเทศฝ่าวิกฤติออกไปได้ ต้องยอมรับว่า กลุ่มประเทศในเอเชียและอาเซียนนั้น ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้มากที่สุด ทั้ง ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเกือบ 100% กลุ่มประเทศอาเซียน ก็ไม่น้อยหน้า ต้องพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยผ่านช่องแคบฮอร์มุซราว 80%
ล่าสุด…ทุกประเทศประเมินว่า สงครามน่าจะยืดเยื้อ จึงยกระดับการรับมือจาก “ตั้งรับ” มาเป็นแผน “เชิงรุก”
ถ้าจะบอกว่า ประเทศที่ตื่นตัวเรื่องนี้เร็วที่สุด คงไม่พ้น เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศแรก ๆ ที่ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินพลังงานแห่งชาติ” และใช้มาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมัน แทนที่จะปล่อยลอยตัวตามราคาตลาด มีการผ่อนปรนการใช้พลังงานจากถ่านหินและเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ให้ถึงระดับ 80% ของกำลังการผลิต แจกคูปองส่วนลดกรณีน้ำมันมีราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้าน รัฐบาลจีน ยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่ใช้พลังงานขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ 15-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีน้ำมันสำรองที่ 60 วัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการประกาศจำกัดการส่งออกน้ำมัน และลดการพึ่งพาเรือส่งน้ำมันโดยส่งผ่านทางท่อแทนและเน้นใช้พลังงานสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำมานานหลายปีแล้ว ถือว่าจีนไม่ประมาท มีแผนรับมือวิกฤติตลอดเวลา
ใน กลุ่มอาเซียน ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศแรก ๆ ในโลกที่ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินพลังงานแห่งชาติ” หลังสำรองน้ำมันลดลงเหลือเพียง 45 วัน รัฐบาลตั้งคณะกรรมการะดับชาติเพื่อรับมือวิกฤติ จัดสรรงบฉุกเฉินในการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งใหม่ สั่งปั๊มน้ำมันหลายร้อยแห่งปิดชั่วคราวเพื่อจัดสรรให้พอแบบทั่วถึง ยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศกว่าร้อยละ 30 ห้างสรรพสินค้าลดเวลาทำการเหลือ 10 ชั่วโมง/วัน
เวียดนาม เป็นอีกประเทศที่ตื่นตัวค่อนข้างเร็ว รัฐบาลประกาศลดภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือร้อยละ 0 ครอบคลุมเบนซิน ดีเซล น้ำมันเครื่องบินและวัตถุดิบปิโตรเคมี ตามด้วยมาตรการยกเลิกภาษีสิ่งแวดล้อม สรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว เพื่อช่วยลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจ
ขณะที่ อินโดนีเซีย มีแผนเร่งการนำเชื้อเพลิงไบโอดีเซลผสมร้อยละ 50 (B50) มาใช้เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและบรรเทาแรงกดดันทางการคลังท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น รัฐบาลอินโดนีเซียวางแผนระยะยาวหากวิกฤตยืดเยื้อ โดยจะปรับโครงสร้างราคาและลดโควตาอุดหนุน เริ่มใช้โควตาจำกัดการซื้อน้ำมันรายวัน เพื่อป้องกันกักตุนและควบคุมงบประมาณ
สิงคโปร์ ในฐานะเป็นผู้นำเข้าพลังงานเกือบ 100% รัฐบาลมีมาตรการรับมือกับราคาพลังงาน เช่น สำรองพลังงานเพื่อคงเสถียรภาพ พยายามหาพลังงานจากแหล่งอื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบกับผู้บริโภค สนับสนุนธุรกิจเปลี่ยนเครื่องจักรประหยัดพลังงานสูงสุดร้อยละ 70 สำหรับธุรกิจ SME และรณรงค์ครัวเรือนตั้งแอร์ 25 องศาเซลเซียส ลดใช้ไฟฟ้าทำให้ช่วยลดการใช้โดยรวมไปได้ถึง 12% กระจายแหล่ง LNG และไฟฟ้าผ่านการเชื่อมกับมาเลเซีย-อินโดนีเซีย ขยายมาตรการการใช้ “โซลาร์ รูฟท็อป” เพื่อลดพึ่งพาแหล่งเดียว ผู้นำสิงคโปร์จะพยามสื่อสารกับประชาชนด้วยการพูดความจริงให้อยู่กับความเป็นจริงและแนะให้พร้อมรับมือตลอดเป็นการสร้างความเชื่อมั่น
มาเลเซีย ได้ใช้จุดแข็งในฐานะผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของภูมิภาค โดยรัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมัน RON95 ไว้ที่ 1.99 ริงกิต/ลิตร และดีเซลที่ 2.15 ริงกิต/ลิตร สำหรับกลุ่มเป้าหมาย เช่น รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 300 ลิตร/เดือน และภาคขนส่งสินค้า ผ่านระบบอุดหนุนของรัฐเป็นการตรึงราคา แม้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้ต่ำและธุรกิจขนาดกลางที่พึ่งพาน้ำมันดีเซลในการขนส่ง
สำหรับ ประเทศไทย ทันทีที่เกิดสงครามรัฐบาลก็ออกประกาศมาตรการรับมือ เช่น ให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน ปรับอุณหภูมิหน่วยงานรัฐไม่ต่ำกว่า 27 องศา ห้ามใช้ลิฟท์ ทำให้ในสัปดาห์แรกลดการใช้ไฟฟ้าภาครัฐลดลง 15-20% ต่อมาก็ออกมาตรการลดการตรึงราคาน้ำมัน และปล่อยให้สะท้อนกลไกตลาดมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 38,000 ล้านบาท และยังส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือก เช่น E20 และ B20

ต้องบอกว่า โครงสร้างพลังงานของไทย มีความซับซ้อนและบิดเบี้ยวมานาน การแก้ปัญหาด้วยออกมาตรการต่าง ๆเป็นแค่ “น้ำจิ้ม” ไม่ได้แก้ปัญหาจริง ๆ
ที่สำคัญ…รัฐบาลไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน ออกมาตรการอะไรออกมา ก็ถูกกล่าวหาว่า “เอื้อนายทุน” มีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น กรณีตั้งข้อสงสัยเรื่อง“ผู้ค้าน้ำมัน” ฟันกำไรจากสต็อกน้ำมันเก่า รวมถึง “คนในรัฐบาล” ที่มีธุรกิจค้าน้ำมันรายใหญ่ แต่ได้รับมอบหมายจาก “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้มาดูแลการแก้ปัญหาพลังงาน ยิ่งทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจ
ทั้งนี้สะท้อนจากผลสำรวจของ “นิด้าโพล” เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นใจของประชาชนต่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนถึงความรู้สึกประชาชน “ไม่เชื่อมั่นในกึ๋น” ของ “ผู้นำประเทศ” ว่าจะนำประเทศฝ่าวิกฤติไปได้ สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือให้มี การปฏิรูปพลังงานครั้งใหญ่อย่างจริงจัง เสนอให้มีการรื้อโครงสร้างน้ำมันและโครงสร้างค่าไฟฟ้า ให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนผู้บริโภค

วิกฤติแต่ละครั้ง จะเป็นการพิสูจน์ศักยภาพความเป็นผู้นำของประเทศว่าเป็นอย่างไร เมื่อคราวเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้เห็นวิสัยทัศน์และกึ๋นผู้นำแต่ละประเทศจัดการปัญหาอย่างไร ดูจากประชาชนได้รับผลกระทบหรือเสียชีวิตน้อยที่สุด ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็ว ในอาเซียน ประเทศที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด คือ สิงคโปร์ ที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือและดูแลประชาชนค่อนข้างดี และถ้าดูดัชนีจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจ เวียดนามโดดเด่นกว่าเพื่อน แม้แต่ มาเลย์-อินโดฯ-ฟิลิปปินส์ สถานการณ์เศรษฐกิจก็ค่อยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
คงมีแค่ “ประเทศไทย” ที่เศรษฐกิจหลังโควิด ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จีดีพี.ยังวนเวียนแค่ 2% กว่า ๆ มาหลายปีเกือบจะอยู่รั้งท้ายเพื่อนบ้านในอาเซียน ทุกวันนี้เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่มาเหมือนเดิมก่อนวิกฤติโควิด กลับต้องมาเจอแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง วิกฤติครั้งนี้คงจะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบ “กึ๋นของผู้นำไทย” และประเทศต่าง ๆ อีกครั้ง โดยเฉพาะชายที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้นำประเทศไทย
……………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















