เบื้องลึก“มูดีส์”พลิกมุมมองฟื้นศรัทธาเศรษฐกิจไทย

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา จวบจนย่างเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ประเทศไทยมีแต่ข่าวร้าย ๆ มาตลอด ตั้งแต่ ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่กระทบการทำมาหากินของชาวบ้านและธุรกิจขนาดเล็กตามแนวชายแดน ความขัดแย้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ปะทุเรื่อย ๆ รวมถึง สงครามตะวันออกกลาง อิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิด “วิกฤติพลังงาน” และกระทบเศรษฐกิจโดยรวม ล่าสุด โครงการแลนด์บริดจ์ ที่ภาคใต้ อาจจะเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ได้ตลอดเวลา

ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมและความเชื่อมั่นของประเทศอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดีแทรกขึ้นมาให้ชื่นใจ เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันจัดอันดับที่น่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “มูดีส์” ได้รายงานว่า “มูดีส์ เรตติ้ง” ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จาก “เชิงลบ” หรือ “Negative” มาเป็น“เสถียรภาพ” หรือ “Stable” พร้อมคงอันดับเครดิตไว้ที่ Baa1

การที่ “มูดีส์” ยังคงอันดับประเทศไทยไว้ อาจจะกล่าวได้ว่า นี่คือ สัญญาณทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมากกับประเทศไทย

ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การคงอันดับของ “มูดีส์” จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน ซึ่งในโลกของนักลงทุน “ความเชื่อมั่น” สำคัญไม่น้อยกว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจ” (จีดีพี.)

แม้ครั้งนี้ไทยยังไม่ได้ถูกอัปเกรดอันดับเครดิตโดยตรง แต่การเปลี่ยนมุมมองจาก “เชิงลบ” มาเป็น “เสถียรภาพ” นั่นเท่ากับว่า “มูดีส์” มองว่าความเสี่ยงในเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย “เริ่มลดลง” ดังนั้นโอกาสที่จะถูกลดอันดับเครดิตในระยะข้างหน้า ย่อมน้อยลงตามไปด้วย

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญ ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ดอกเบี้ยสูง และการแข่งขันด้านการลงทุนที่รุนแรง การที่ไทยยังคงรักษาอันดับเครดิตสถานะ “ความน่าเชื่อถือในการลงทุน” หรือ Investment Grade ได้อย่างมั่นคง จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ทำไม “มูดีส์” ถึงเปลี่ยนมุมมอง !!!

งานนี้ต้องยกเครดิตให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาจจะด้วยความคุ้นเคยกับ “องค์กรระหว่างประเทศ” ก่อนที่จะมารับราชการ ประกอบกับอยู่กับเคยรับราชการกระทรวงคลังมานาน จึงรู้ว่า จะสื่อสารกับ “มูดีส์” แบบไหนให้เป็นที่ยอมรับ

ที่สำคัญ บุคคลิกและวิธีคิดของ “เอกนิติ” คือ พูดความจริง พูดแบบตรงไปตรงมา โดยยอมรับว่า ไทยมีปัญหาการเติบโตต่ำจริง และเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมานาน ต่างจากนักการเมืองอาชีพที่มักจะ “ขายฝัน” หรืออธิบายภาพเศรษฐกิจสวยหรูเกินความเป็นจริง

แต่ที่เป็นไฮไลต์และทำให้มีน้ำหนักคือ “เอกนิติ” พยายามทำให้ “มูดีส์” เชื่อว่า รัฐบาลกำลังมีแผนจริงในการแก้ปัญหาที่หมักหมมมานาน

ตรงนี้คือ “ความแตกต่าง” ระหว่าง “รัฐมนตรีคลังที่มาจากสายเทคโนแครต” กับ “รัฐมนตรีคลังที่มาจากนักการเมือง” แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบาย “ไทยแลนด์พลัส” แต่ “เอกนิติ” ก็พยายามอธิบายว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ๆ เท่านั้น และส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจไทยต้องขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว

นี่คือเหตุผลว่า ทำไม “เอกนิติ” ถึงย้ำกับ “มูดีส์” ถึงเรื่องตัวเลขการลงทุนภาครัฐที่โต 13% การลงทุนเอกชน โต 8% และคำขอการส่งเสริมกสนลงทุนสูงสุดในรอบหลายปี ตรงนี้แหละเป็น “กุญแจสำคัญ” เพราะนักลงทุนระดับโลก สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ จีดีพี.ปีนี้โตเท่าไหร่ แต่คำถามคือ “ประเทศไทยในอนาคตยังโตได้หรือไม่” เป็นสิ่งที่ “มูดีส์” กังวลมากที่สุด

คำพูดของ “เอกนิติ” ที่ว่า “มูดีส์” ไม่ได้กังวลเรื่อง “หนี้” แต่กังวลว่า “ไทยจะไม่มีอนาคตในการเติบโต” ถือเป็นภาพสะท้อนเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจนที่สุด เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยติด “กับดัก” เติบโตต่ำ เศรษฐกิจไทยขยายตัวช้ากว่าหลาย ๆ ประเทศในอาเซียน ขีดความสามารถการแข่งขันเริ่มถูกท้าทาย โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมเริ่มอิ่มตัว

ในมุมมองของ “มูดีส์” เรื่องเหล่านี้สำคัญกว่าปัญหาหนี้ เพราะถ้าเศรษฐกิจยังเติบโต การบริหารจัดการหนี้ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่โต ต่อให้รักษาวินัยการคลังดีแค่ไหน สุดท้ายฐานะการคลังก็อ่อนแอ

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่รัฐบาลโดย “เอกนิติ” พยายามผลักดันเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะ การลงทุนโดยตรง หรือ “FDI” พร้อม เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการอย่าง “ไทยแลนด์ ฟาสต์แท็ก Thailand fast pass” เพื่อเปลี่ยนคำขอการลงทุนให้เป็นการลงทุนจริง ๆ

โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ดึงนักลงทุนเข้ามา แต่ต้องทำให้เงินลงทุนเหล่านั้น เกิดเป็นโรงงาน มีการจ้างงาน และมีอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้นจริง ๆ

ดังนั้น การที่ “มูดีส์” ไม่ลดเครดิต จึงเท่ากับ ช่วยลดแรงกดดันต่อรัฐบาลได้อย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ นักลงทุนและตลาดเงินวิตกกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาล การใช้นโยบายการคลังและภาระหนี้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่ด่านแรก ยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่อีกมากมาย เช่น ทำอย่างไรจะให้การลงทุนจริงเกิดขึ้นและเร็วพอ ไทยอาจมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวนมากแต่ถ้าระบบราชการยังล่าช้า นักลงทุนก็พร้อมจะย้ายหนีไปลงทุน เวียดนาม อินโดฯ และมาเลย์ได้ทันที

โจทย์ต่อมาคือ การยกระดับเศรษฐกิจไทย จากฐานเดิม ไทยไม่สามารถพึ่งพาท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวหรือพึ่งพาอุตสาหกรรมเก่าได้อีกต่อไป จำเป็นต้องสร้างเครื่องจักรปั๊มเศรษฐกิจตัวใหม่ ทั้ง ดิจิทัล AI อุตสาหกรรมสีเขียวและเทคโนโลยีชั้นสูง

และ สุดท้ายคือ การรักษาสมดุลระหว่าง “การกระตุ้นเศรษฐกิจ”และ “วินัยการคลัง” เพราะวันนี้แม้ “มูดีส์” ยังไม่กังวล แต่ถ้าการใช้จ่ายของรัฐไม่สร้างการเติบโตจริงความเสี่ยงก็จะกลับมาอีกครั้ง

วันนี้…ไทยอาจจะยังไม่หลุดจากเส้นทางการเติบโต แต่อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นบทพิสูจน์แนวทางของ “เอกนิติ” ว่าจะยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนได้หรือไม่ บทรายงานของ “มูดีส์” ถือเป็นแค่ “บทเริ่มต้น” เท่านั้น

……………………………………………

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย….. “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img