การบ้านกองโตกับ“ค่าเทอม”กว่าพันล้าน!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ปิดฉากลงไปอย่างคึกคัก ได้รับคำชื่นชมจากผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก สำหรับ การประชุมใหญ่ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ แต่งานที่ออกมาดูดี ย่อมมีการลงทุนตัวเลขค่าใช้จ่ายมีหลายชุด แต่ที่เป็นทางการมติที่ประชุม ครม.อนุมัติงบฯ 1,162.27 ล้านบาท รายงานข่าวจากสื่อบางสำนักว่า ใช้งบประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งอาจจะเป็นค่าใช้ในการจัดงานในทุกมิติ

นี่คือ เงินลงทุนนับพันล้าน แลกกับสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพ พร้อมกับผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ อย่าง ย่ามผ้าขาวม้าราชบุรี ผัดไทย ส้มตำ ไก่ย่างเบตง ต้มยำ มัสมั่น ข้าวมันไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง ไอศครีมไผ่ทอง ขนมไทย รถเข็นผลไม้ และนวัตกรรมดิจิทัล ออกสู่สายตาชาวโลก

งานนี้เป็นมหกรรมรวมพล “กูรูทางเศรษฐกิจและคนกระเป๋าตุงระดับโลก” ทั้ง…ผู้ว่าแบงก์ชาติ รัฐมนตรีคลัง และนักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจชื่อดัง และคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดกว่าหมื่นชีวิต มาร่วมมองอนาคตปากท้องของประชากรโลก

บรรยากาศในที่ประชุมมีการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 3.1 ขยับขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ช่วงกลางปีนิดหน่อย

ฟังดูเหมือนจะดี แต่ในความเป็นจริง IMF แอบส่งสัญญาณเตือนว่า ความอึดของเศรษฐกิจโลกกำลังจะถึงขีดจำกัด

ที่น่าตกใจคือการเติบโตหนี้ ไม่ได้กระจายทั่วถึงเหมือนแต่ก่อน รายงานระบุว่า มีประเทศแค่ 32 ประเทศที่แบกเศรษฐกิจโลกไว้ถึงร้อยละ 95 ของการเติบโตทั้งหมด แปลง่าย ๆ คือคนรวยก็รวยเอา ๆ และช่วยกันปั๊มตัวเลขภาพรวมให้ดูดี ส่วนประเทศที่เหลือส่วนใหญ่หมดแรง

ทำไมเศรษฐกิจโลกถึงได้แบบสะบักสะบอมขนาดนี้ บนเวทีประชุมเขาชี้เป้าไปที่ 3 ปัจจัยหลัก เรื่องแรกคือพลังงาน ที่ราคาน้ำมันตลาดโลกโดยเฉลี่ยพุ่งไปแตะ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 ในปีนี้ ปัญหาจากสงครามในตะวันออกกลางก็ยังยืดเยื้อ การขนส่งทางเรือติดขัด โรงกลั่นขาดแคลน ส่งผลให้ราคาแก๊สและค่าน้ำมันแพงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้นทุนชีวิตของทุกคนพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อที่คอยฉุดรั้งไม่ให้เศรษฐกิจโตได้เต็มที่

ปัจจัยที่สองคือ กระแสปัญญาประดิษฐ์หรือ AI นี่คือพระเอกช่วยให้เศรษฐกิจโลกยังโตได้ถึงร้อยละ 3.1 เม็ดเงินลงทุนมหาศาลไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ IMF ก็เบรกแรง ๆ ว่า อย่าเพิ่งฉลองจนเกินเหตุ เพราะฟองสบู่หุ้น AI อาจจะแตกได้ถ้าผลผลิตจริงตามไม่ทัน ที่สำคัญประธานธนาคารโลกห่วงมาก โดยประเมินว่าในอีก 15 ปีข้างหน้าจะมีเด็กวัยรุ่นก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานถึง 1,200 ล้านคน แต่ตลาดอาจจะรองรับงานได้แค่ 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น ที่เหลืออาจตกงานเพราะโดนเทคโนโลยีแย่งงานไปหมด

ปัจจัยสุดท้ายคือ หนี้สาธารณะ ที่รัฐบาลทั่วโลกตอนนี้กำลังเผชิญสภาวะหนี้ท่วมหัว การที่หนี้สูงบวกกับดอกเบี้ยนโยบายที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้แต่ละประเทศต้องควักเนื้อเอาเงินภาษีไปจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะเอาเงินมาลงทุนสร้างถนน พัฒนาโรงเรียน หรือช่วยคนจน

หันกลับมามอง “ประเทศไทย” IMF ได้เปิดเผยรายงานเศรษฐกิจไทย โดยคาดการณ์ว่า GDP ของไทยปีนี้จะโตเพียงร้อยละ 2.1 เท่านั้น และคาดว่าจะทรงตัวในระดับนี้ต่อไปในปีหน้า ตัวเลขนี้ทำให้ไทยโตเกือบต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน ซึ่งค่าเฉลี่ยของกลุ่มเพื่อนบ้านโตถึงร้อยละ 4.4 เรียกได้ว่าเพื่อนบ้านเร่งสปีดแต่ไทยเรายังเดินกะปลกกะเปลี้ยเหมือนคนไม่มีแรง

นอกจากนี้ IMF ยังส่งสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจไทยอีกหลายเรื่อง หลัก ๆ คือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ที่พลิกกลับมาขาดดุลร้อยละ 1.2 ของ GDP จากค่านำเข้าพลังงานที่แพงหูฉี่ เงินเฟ้อไทย จะดีดกลับขึ้นมาเป็นร้อยละ 2.1 จากปีที่แล้วที่ติดลบ และ ความเสี่ยงเรื่องแก่ก่อนรวย ที่ไทยติดกลุ่มประเทศที่ประชากรวัยแรงงานหดตัวรุนแรง เมื่อเห็นตัวเลขแบบนี้กระทรวงการคลังของไทยก็นั่งไม่ติด ได้ชูยุทธศาสตร์นำเสนอแนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการลงทุนนำการเติบโต เพื่อดันเป้าหมายให้หลุดพ้นจากหล่มร้อยละ 2.1 ไปสู่ระดับร้อยละ 3 ให้เร็วที่สุด

โจทย์ของไทยมีอยู่ 3 ข้อที่ต้องเร่งแก้ไข ข้อแรกคือ ดัชนีชี้วัดอาจไม่ตรงปก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียโตกระฉูดเพราะดึงเม็ดเงินจาก AI และดาต้าเซนเตอร์เข้าไปอยู่ในระบบ ส่วนไทยตัวชี้วัดดัชนีอุตสาหกรรมแบบเดิม ๆ อาจจะยังไม่ได้นับรวมมูลค่าใหม่ ๆ จากเทคโนโลยีเข้าไปอย่างถูกต้อง ทำให้ภาพที่เห็นดูแย่เกินจริง

ข้อสองคือ เศรษฐกิจโตแบบตัวเค (K) หรือ ความเหลื่อมล้ำสูง ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนพุ่งกระฉูดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ แปลว่าพวกทุนใหญ่ยังไปได้ดี แต่คนตัวเล็กตัวน้อยอย่างวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรกลับยังไม่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปช่วยทำมาหากิน

ข้อสุดท้ายคือ กรอบคิดเรื่องวินัยการคลัง นักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิตไม่ได้กลัวไทยถังแตกเพราะหนี้สาธารณะของเรายังอยู่ที่ประมาณร้อยละ 60 ของ GDP เท่านั้น แต่ที่เขากลัวคือกลัวว่าไทยไม่กล้าใช้เงิน วินัยการคลังที่ดีไม่ใช่การประหยัดจนตัวลีบ แต่คือการกล้ากู้เงินมาลงทุนในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น ลงทุนพัฒนาทักษะคนและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เช่น พลังงานสะอาด เป็นต้น

หากเรายังปล่อยให้การเมืองระดับนโยบายวนเวียนอยู่กับการแจกเงินประคองชีพไปวัน ๆ โดยไม่กล้าผ่าตัดโครงสร้างใหญ่ ไม่ยอมติดอาวุธทักษะดิจิทัลให้ประชาชน เศรษฐกิจไทยก็คงทำได้แค่คลานต้วมเตี้ยมต่อไป ทางรอดเดียวคือ รัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้ใจ” ดึงเงินทุนต่างชาติเข้ามาจับคู่กับความสามารถของคนไทย เปลี่ยนทุนให้เป็นทักษะเพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาวิ่งฉิ่ว และมีเงินเติมเต็มกระเป๋าตังค์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้เป็นการบ้านกองโตที่ World Bank และ IMF ทิ้งไว้ให้รัฐบาลไทย หากยังตีโจทย์ไม่แตกหรือไม่ยอมทำการบ้าน ค่าเทอมที่จ่ายเป็นค่าวิชาจาก World Bank และ IMF สัปดาห์ที่ผ่านมา…กว่าพันล้านคงสูญเปล่า

………….

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img