แค่เดือนกว่า ๆ ที่ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” เข้ามาบริหารประเทศ “เพลี่ยงพล้ำทางการเมืองหลายเรื่อง” เฉพาะอย่างยิ่งกรณีความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ดูจะ “เสียเหลี่ยม-เสียเชิง” ให้ “ฝ่ายตรงข้าม” ไม่น้อย
ขนาด “ผู้นำมาเลย์-ผู้นำสหรัฐฯ” ยังชื่นชม “ฮุน มาเน็ต” นายกฯกัมพูชา…อย่างออกหน้าออกตา
ล่าสุดกรณีลามไปถึงขั้นท้าทายประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” จนสหรัฐฯ ขอระงับเจรจาการค้าชั่วคราว จนกว่าไทยจะปฏิบัติตาม “ถ้อยแถลงร่วม” กับ “กัมพูชา”
ขณะที่การเมืองในประเทศ ก็ยังมีกรณี “สว.สีน้ำเงิน” เป็น “ชนักติดหลัง” รวมถึงกรณีที่มี “คนในรัฐบาล” ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้อง “สแกมเมอร์” ทุกเรื่อง…ล้วนมีส่วนทำให้ “เสียคะแนนนิยม”
แต่ยังมีเรื่องดี ๆ ที่คนชื่นชม อย่าง “โครงการคนละครึ่งพลัส” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ทำให้บรรยากาศการทำมาค้าขายเคยเงียบเหงาซบเซา กลับมาคึกคักจากการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเป็นทอด ๆ จาก “ต้นน้ำ” จนสู่ “ปลายน้ำ”

อันที่จริงโครงการคนละครึ่งพลัสไม่ใช่ของใหม่ แต่หยิบ “โครงการคนละครึ่ง” ในสมัยรัฐบาล “ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มาปัดฝุ่นใส่ตะกร้าล้างน้ำ เติมคำว่า “พลัส” เข้าไป แต่กลับมาแรงกว่าเวอร์ชั่นเดิมโดยเฉพาะบรรดาพ่อค้า-แม่ค้ารายย่อย ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ที่เคยขายไม่ได้จนต้องทยอยปิด
เท่าที่สอบถามส่วนใหญ่จะบอกว่า โครงการคนละครึ่งพลัสทำให้ขายดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา บางรายขายได้วันละ 5 พันบาท รับเป็นเงินสดไม่ถึงพัน ที่เหลือมาจากคนละครึ่งพลัส
งานนี้ “รัฐบาลอนุทิน” ได้คะแนนทั้งจากบรรดาพ่อค้า-แม่ค้าและประชาชนผู้บริโภค ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ไปเต็ม ๆ
ผลความสำเร็จ สะท้อนจากข้อมูล ณ 15 พฤศจิกายน 2568 รวม 18 วัน พบว่า มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการฯ สำเร็จแล้วกว่า 19 ล้านราย รายได้ร้านค้าทุกประเภท 40,074 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายดังกล่าวแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 20,305 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 19,768 ล้านบาท ที่สำคัญเม็ดเงินได้เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างทั่วถึง
รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่า โครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นอื่น ๆ จะช่วยผลักดันให้การเติบโตของ GDP ในไตรมาส 4 ปี 2568 สูงขึ้นถึง 1% จากประมาณการเดิมที่ 0.3-0.4% เท่านั้น
เหตุผลที่ทำให้แคมเปญนี้แรงมาก ๆ อย่างที่รัฐบาลเองก็คาดไม่ถึง ต้องบอกว่า โครงการนี้ “ตีโจทย์” พฤติกรรมผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้ตรงจุด เงินที่รัฐจ่าย “ครึ่งเดียว” ประชาชนสมทบ “อีกครึ่ง” ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า ตัวเองมีส่วนร่วมจ่าย จึงนำไปจับจ่ายใช้สอยจริง ๆ
ไม่เหมือน “โครงการเงินดิจิทัล คนละ 1 หมื่นบาท” ของรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งล้มเหลว เพราะคนรู้สึกว่า ได้มาฟรี ๆ และจำนวนเงินก้อนโต แทนที่จะจับจ่ายต้องเอาไปจ่ายหนี้แทน เงินจึงไม่หมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้าเอาไว้
ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย เวลานี้อยู่ในสภาพอ่อนแรง หายใจพะงาบ ๆ รายได้ไม่พอรายจ่าย ค่าครองชีพสูงต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนสูง 90% ของจีดีพี กลายเป็นภาระ ทำให้ต้องระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย เมื่อมีโครงการนี้เข้ามาช่วยเติม จึงเพิ่มกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้มีเม็ดเงินเติมเข้าระบบเศรษฐกิจ แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ก็ตาม อีกทั้งประชาชนเคยมีประสบการณ์การใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สมัยลุงตู่ เที่ยวนี้จึงใช้ง่าย และสะดวก

ว่ากันตามจริง รัฐบาลนี้มาบริหารประเทศในห้วงเวลาแค่ 4 เดือน เป็นเวลาสั้นมาก ๆ คงจะผลักดันนโยบายระยะยาวได้ลำบาก “โครงการคนละครึ่งพลัส” ถือว่า รัฐบาลเลือกทิ้งไพ่ใบนี้ “ถูกที่-ถูกเวลา” เรียกคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลได้ไม่น้อย
จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลรีบตีเหล็กกำลังร้อน ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสแรก ที่จะสิ้นสุดการใช้จ่าย ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เตรียมเดินหน้า “โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2” ทันที โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในช่วงเดือนหน้า และดำเนินการได้ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 อ้างว่าเพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง
สำหรับเฟส 2 จะเน้นกลุ่มที่หลงเหลือจากเฟสแรก ที่ไม่สามารถลงทะเบียนได้ทัน และผู้ที่ลงทะเบียนแล้วแต่ถูกตัดสิทธิ์ และกำหนดเบื้องต้นว่า กลุ่มที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ จะได้รับวงเงินเพิ่มเป็น 4,000 บาท
พลันที่ “กระแสคนละครึ่งพลัสมาแรง” ล่าสุดมี ข่าวว่า “กสทช.” จะผลักดันโครงการ “เน็ตคนละครึ่ง” เข้า ครม.เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อย 14 ล้านคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ในอัตรา 160 บาทต่อเดือน ได้สิทธิ์รับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40GB ต่อเดือน
จากความสำเร็จโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นโครงการประชานิยมที่จับต้องได้สอดรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทุกวันนี้ และเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านทั่วประเทศ คาดว่าช่วงที่ใกล้จะยุบสภาฯ ปลายเดือนมกราคมปีหน้า รัฐบาลคงจะเร่งปั๊มโครงการคนละครึ่งทยอยออกมาอีกหลายโครงการ แม้นโยบายประชานิยมยังมีข้อกังวลด้านวินัยการคลังก็ตาม
ต้องยอมรับว่าการขยับหมากการเมืองด้วย “นโยบายประชานิยม” ที่จับต้องได้และมาถูกที่ถูกเวลา เรียกคะแนนนิยมให้รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นกอบเป็นกำ และกลายเป็นแม่เหล็กที่ดูด “บ้านใหญ่” เข้ามาอยู่ใต้ร่มเงาทางการเมืองสู้ศึกเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
…………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC







































