หลังผ่านการเลือกตั้งมาได้หนึ่งสัปดาห์ การเดินหน้าจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน2” ก็เริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างให้เห็น แม้ดูแล้ว การรับรองผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น่าจะขยับเวลาออกไปจากไทม์ไลน์เดิมที่เคยคาดหมายกันพอสมควร
หลังรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กกต.และผู้บริหารสำนักงานกกต. ต้องใช้เวลาในการเคลียร์เรื่อง การนับคะแนนใหม่และปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งที่มีทั้งการชุมนุมประท้วงในบางจุดเลือกตั้ง เช่น ที่ปทุมธานี ชลบุรี -การขู่จะเอาผิดกกต.ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ-การขู่จะร้องให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ. เป็นโมฆะ จนกกต.แทบไม่ต้องทำอะไรไปตลอดหนึ่งสัปดาห์ เพราะต้องคอยออกมาชี้แจงเรื่องเหล่านี้ ที่โถมเข้าใส่กกต.อย่างหนักผ่านการสร้างกระแส กกต.มีไว้ทำไม!
อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่า ยังไง กกต.คงรับรองผลการเลือกตั้งให้ครบตามจำนวนขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้คือ 95 เปอร์เซ็นต์หรือ 483 คน หรืออาจจะรับรองหมดเลย 500 คนก็ยังได้ ก่อนครบกำหนด 60 วันหลังเลือกตั้งแน่นอน คงไม่ใช้เวลาถึง 60 วัน และมีข่าวว่า น่าจะเริ่มทยอยรับรองภายในอีกไม่นานนี้ แบบทยอยเป็นล็อต ๆ
ก็เลยทำให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ก็ต้องเดินหน้าตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ไว้รองรับแล้ว
โดยตัวเลขล่าสุดเสียงหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ จนถึงช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลัง แกนนำเพื่อไทย นำโดย “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย หลานทักษิณ ชินวัตร” พาแกนนำพรรคเพื่อไทย ตบเท้าเข้าไปแถลงข่าวกับอนุทิน ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเพื่อแสดงตัว เพื่อไทย พร้อมหนุน อนุทินเป็นนายกฯ

ก็ทำให้ ตัวเลขตอนนี้ ภูมิใจไทย 193 เสียง บวกกับเพื่อไทย 74 เสียง เท่ากับ 267 เสียง ก็คือเกินกึ่งหนึ่ง เรียกว่า ตั้งรัฐบาลสองพรรคเลยยังได้ และตอนนี้ ก็ยังมี พรรคขนาดเล็ก เปิดตัวแถลงข่าวร่วมหนุนอนุทินอีก หลายพรรคทั้ง พรรคเศรษฐกิจ 3 คน, พรรครวมใจไทย 2 คน ,พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรคใหม่, พรรครวมพลังประชาชน และ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคละ 1 คน รวมทั้งหมด 9 เสียง ก็เท่ากับ 276 เสียง แค่นี้ก็เพียงพอต่อการเป็นรัฐบาลได้แล้ว
ทำให้ อนุทิน-ภูมิใจไทย มีอำนาจการต่อรองกับพรรคอื่นที่จะไปดึงมาร่วมรัฐบาลหรือรอภูมิใจไทยกวักมือเรียก จึงไม่แปลกที่ เมื่อ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา แม้ “ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ-รมว.แรงงาน” จะไปร่วมปรากฏตัวที่พรรคภูมิใจไทยพร้อมกับพรรคเล็ก แต่ก็ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวด้วย เพราะมีข่าวว่า พลังประชารัฐ ต่อรองขอโควตารัฐมนตรี ก.แรงงานอีกหนึ่งสมัย แต่ด้วยการที่ อนุทิน-ภูมิใจไทย มีเสียงล้นแล้ว จึงไม่ตอบตกลงเลยทีเดียว เพราะถึงไม่มีพลังประชารัฐ 5 เสียง ก็ตั้งรัฐบาลได้สบายอยู่แล้ว เอาโควตารมว.แรงงาน ไว้กับตัวเองหรือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นยังดีเสียกว่า
นี่แหละคือการเดินเกมของ อนุทิน-เนวิน ชิดชอบและภูมิใจไทย ที่เล่นบท ลงไปดีลกับพรรคเล็กเอง ไม่ปล่อยให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จากกล้าธรรม เจ้าของตำนานแจกกล้วยพรรคเล็กอันลือลั่น ไปดีล
เพราะหากธรรมนัส ไปดีล ก็จะเอามาเคลมได้ว่า พวกพรรคเล็กอยู่กับตนเอง แล้วจะมาสร้างอำนาจต่อรองกับภูมิใจไทย ทางภูมิใจไทย เลยเปิดดีล คุยกับพรรคเล็กเอง โดยคาดว่าจะยื่นเงื่อนไขบางอย่างให้ เช่น อาจให้โควตาที่ปรึกษาของนายกฯ ที่ตั้งได้ไม่อั้น ให้กับแกนนำพรรคเล็กบางพรรคหรือพวกคณะทำงานรัฐมนตรี ให้กับคนของพรรคเล็กให้ส่งชื่อมา รวมถึงอาจจะให้โควตาประธานกมธ.สามัญของสภาฯ ที่เป็นโควตาของภูมิใจไทยให้กับพรรคเล็กที่ให้ไปตกลงกันเอง ก็เลยทำให้ พรรคเล็ก วิ่งเข้าภูมิใจไทยแบบรวดเร็ว จนธรรมนัส เหน็บว่า “ไปมอบตัว” เพราะไม่พอใจที่ภูมิใจไทย เล่นบทดีลพรรคเล็ก เพื่อลดบทบาทธรรมนัส
เมื่อตอนนี้ อนุทิน-ภูมิใจไทย มีแล้ว 276 เสียง มันก็ทำให้ อนุทิน มีแต้มต่อในการตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะการคุยกับ ธรรมนัส-กล้าธรรม ที่มี 58 เสียง เพราะเมื่ออนุทิน ตั้งรัฐบาลได้แล้ว 276 เสียง ยิ่งในอนาคตอันใกล้ หลังคณะกรรมการป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ในคดีอดีตส.ส.ก้าวไกล 44 คนร่วมกันลงชื่อเสนอแก้มาตรา 112 ซึ่งมีว่าที่ส.ส.พรรคประชาชน ยุคปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 10 คน ก็ทำให้ มีโอกาสที่ศาลฎีกาฯ จะสั่งให้ทั้ง 10 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็นส.ส.ไว้ก่อน จนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น ที่ก็กินเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
ทำให้ เสียงฝ่ายค้าน ก็จะหายไปอีกสิบเสียงในสภาฯ ก็ยิ่งทำให้เสียงรัฐบาลในสภาฯ หากคิดเอาแค่ตอนนี้คือ 276 เสียง ไม่รวม กล้าธรรม ก็ยิ่งห่างจากฝ่ายค้านมากขึ้นไปอีกสิบเสียง
จึงทำให้ ภูมิใจไทย จึงคุมเกมการตั้งรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จว่าจะเอา “ธรรมนัส-กล้าธรรม” ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะไปดึง “พรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์” มาร่วมรัฐบาลแทน ก็ถือเป็นสูตรลงตัว กับการที่ประชาธิปัตย์มี 22 เสียง ถ้าดึงเข้ามาก็เป็น 298 เสียง ไม่นับรวมพลังประชารัฐ
หากออกมาสูตรนี้ “น้ำเงิน-แดง-ฟ้า” ก็เป็นรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพมั่นคง และยังตอบโจทย์คนที่เลือกภูมิใจไทยจำนวนนับล้าน ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ ที่คงอยากให้ อนุทิน ดึงประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลมากกว่า ธรรมนัส-กล้าธรรม
จากสถานการณ์ที่ไหลเข้าทาง ภูมิใจไทย แต่ไม่เป็นผลดีกับ ธรรมนัส-กล้าธรรม ทำให้ มีกระแสข่าวออกมาช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เงื่อนไขของภูมิใจไทย คือหากกล้าธรรมจะมาเป็นรัฐบาล ต้องคลายโควตา “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ที่ตอนนี้กล้าธรรมยึดเอาไว้ คืนกลับมาให้ ภูมิใจไทย แล้ว ภูมิใจไทยจะเอาโควตากระทรวงอื่นให้แทน ซึ่งเท่ากับ เป็นการ “บีบ” ธรรมนัส-กล้าธรรม เข้ามุมอับ

เพราะที่ผ่านมา หลังเลือกตั้ง ก็ไปออกตัวแรงว่า หากได้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ ต่อก็จะเป็นผลดีเพราะจะได้ทำงานต่อเนื่อง ทำให้หากโดนยึดคืน แล้วได้ร่วมรัฐบาลก็จะถูกมองว่า ยอมจำนนภูมิใจไทย
ยิ่งตอนนี้ ข่าวว่า หลายกลุ่มในภูมิใจไทย ก็เชียร์ให้ อนุทิน ไม่ดึงกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาล เพราะไม่พอใจที่ตอนเลือกตั้ง กล้าธรรม เข้าไปลุยหนักในพื้นที่เลือกตั้งของภูมิใจไทยหลายจังหวัด เช่น สุพรรณบุรีที่อยู่ในการดูแลของวราวุธ ศิลปอาชา นครสวรรค์ที่ชาดา ไทยเศรษฐ์ ดูแล – เพชรบูรณ์เขต 2 พื้นที่รับผิดชอบโดย สันติ พร้อมพัฒน์ และที่ภาคใต้ บางจังหวัด เช่น พัทลุง ที่ดูแลโดยพิพัฒน์ รัชกิจประการ จนทำให้ภูมิใจไทยต้องเหนื่อยในการเลือกตั้ง และบางพื้นที่ก็แพ้ให้กับกล้าธรรม จนบางจังหวัดหลุดเป้าไป ทำให้แกนนำภูมิใจไทยบางขั้วไม่พอใจ ธรรมนัส
จึงเป็นที่มาของกระแสข่าวหลายกลุ่มในภูมิใจไทย หนุนหลังให้ อนุทิน บีบกล้าธรรม ให้เข้ามุมอับในการจะร่วมรัฐบาล ด้วยการคลายโควตาก.เกษตรฯออกมาก่อนเพื่อวัดใจกัน หากไม่ยอม ก็อาจเปิดดีลกับประชาธิปัตย์แทน ที่ดีกว่าในแง่ของภาพลักษณ์และจำนวนเสียง 22 เสียงของประชาธิปัตย์ ก็ทำให้ปันโควตารัฐมนตรีไปให้น้อยกว่า กล้าธรรมที่มี 58 เสียง ทำให้ถึงช่วงสุดสัปดาห์ แม้หลายคนยังมองว่า กล้าธรรม ไม่น่าจะตกขบวนรัฐบาลอนุทิน 2 แต่ของแบบนี้ก็ไม่แน่ ทุกอย่างยังไม่นิ่ง มีพลิกผันได้ตลอด
นี้คือสถานการณ์การตั้งรัฐบาล อนุทิน จนถึงช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่คาดว่าสัปดาห์หน้าคงนิ่งและลงตัวชัด พรรคไหน จะอยู่ในรัฐบาล และใครจะตกขบวน ?
…………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”




















