ความเคลื่อนไหวการจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่เริ่มขยับกันแล้ว ภายใต้การฟันธงของวงการเมืองหลายแวดวง ที่เชื่อว่า “พรรคเขียว-พรรคกล้าธรรม” และ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ตกขบวน ไม่ได้ร่วมรัฐบาล ทำให้ต้องเตรียมตัวไปเป็นฝ่ายค้าน กับ “พรรคส้ม-พรรคประชาชน” และ “พรรคฟ้า-พรรคประชาธิปัตย์” เว้นแต่มีสถานการณ์พลิกผันแบบสุดจริง ๆ จน “กล้าธรรม” ร่วมรัฐบาลได้สำเร็จ แต่จับสัญญาณตอนนี้ ยังไม่เห็นวี่แววจะเกิดขึ้น
และด้วยความที่ “ธรรมนัส” เขี้ยวเล็บเยอะ และวงการเมือง ต่างเห็นเส้นทางของ “ธรรมนัส” มาแล้วว่า “ไว้ใจยาก พร้อมหักกับทุกคน”
เช่นสมัยเป็น“รมช.เกษตรฯ” ยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็อย่างที่รู้กันว่า ตอนช่วง พล.อ.ประยุทธ์ ถูกฝ่ายค้านตอนนั้นคือ “พรรคเพื่อไทย-พรรคก้าวไกล” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็มีข่าวตอนก่อนโหวต 2 วันว่า สส.พรรคพลังประชารัฐ สายธรรมนัสหลายสิบคน จะก่อหวอด ยกมือสวนไม่ไว้วางใจ หรืองดออกเสียง ที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ได้คะแนน “ไม่ไว้วางใจ” มากกว่า “ไว้วางใจ” จนต้องหลุดจากนายกฯ กลางสภาฯ เพื่อเปลี่ยนตัวนายกฯ
ดีแต่ว่า พล.อ.ประยุทธ์กับหลายคนในพลังประชารัฐเวลานั้น แก้เกมทัน จนทำให้รอดมาได้ แต่หลังจากนั้น ไม่กี่วัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ใช้อำนาจนายกฯ ปลด “ธรรมนัส พรหมเผ่า” และ “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ออกจากรมช.เกษตร และรมช.แรงงานตามลำดับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับการปลดรัฐมนตรี เพราะส่วนใหญ่จะใช้การปรับออก
ทำเอา “ธรรมนัสและพวก” เสียศูนย์อยู่พรรคใหญ่ ต้องออกไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เลยต้องวกกลับพรรคพลังประชารัฐ โดย “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เลือกที่จะหนุน “ธรรมนัส” และหักกับ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่ก็ออกจากพรรคพลังประชารัฐไปตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ

และต่อมา หลังเลือกตั้งปี 2566 ยุครัฐบาลเพื่อไทย ก็เป็น “ธรรมนัสกับพวก” ที่หัก “ลุงป้อม” ด้วยการจับมือกับ “ทักษิณ ชินวัตร” เอาคืนพลังประชารัฐ และพล.อ.ประวิตร ด้วยการวางแผน ถีบออกไปเป็นฝ่ายค้าน ในช่วงตั้งรัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” แล้ว “ทักษิณ” ดึง “ประชาธิปัตย์” มาเสียบแทน แต่ “กลุ่มธรรมนัส” ก็ได้โควตารัฐมนตรีหลายเก้าอี้ในรัฐบาลแพทองธาร โดยไม่มีชื่อ “ธรรมนัส”
จนต่อมา ก็ใช้วิธีการบีบให้พล.อ.ประวิตร ขับกลุ่มตัวเองออกจากพรรคพลังประชารัฐ จนไปตั้ง “พรรคกล้าธรรม” แล้วดูด สส.พลังประชารัฐไปร่วมยี่สิบกว่าคน จนเกือบหมดพรรคพลังประชารัฐ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีก หลัง “แพทองธาร” หลุดนายกฯ จากคดีคลิปเสียง ก็เป็น “กลุ่มธรรมนัส” ที่หัก “ทักษิณ-เพื่อไทย” โดย “ธรรมนัส” แยกตัวออกมาหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ โดยมีรางวัลแลกเปลี่ยนคือเก้าอี้ รองนายกฯควบรมว.เกษตรฯ และได้โควตา ก.เกษตรฯ-ท่องเที่ยวฯ-ศึกษาธิการ-พัฒนาสังคมฯ
แค่ในช่วงไม่กี่ปี ก็ทำให้คนการเมืองรับรู้แล้วว่า วางใจ “ธรรมนัส” ได้ยาก เพราะไม่รู้ว่า จะหักกับคนที่อยู่ด้วยกัน เมื่อไหร่ และยิ่งหาก มีรอยแค้นฝังกลางอก ก็เชื่อว่า “ธรรมนัส” คงไม่ยอมเจ็บง่าย ๆ ยังไงต้องมีการเอาคืน
ด้วยเหตุนี้ เมื่อดูแล้ว “ภูมิใจไทย” ไม่เอา “กล้าธรรม-ธรรมนัส” ร่วมรัฐบาล มันย่อมทำให้ “ธรรมนัส” ผิดหวังและเคืองแค้นการเมืองกับ “อนุทิน-เนวิน-ภูมิใจไทย” ที่หากมีจังหวะเอาคืนได้ “ธรรมนัส” ไม่พลาดแน่ จะเช็กบิลทั้งต้นทั้งดอก ที่มาทำกันขนาดนี้
ดังนั้น การวางแผนรับมือการเมือง “ธรรมนัส” ของพรรคสีน้ำเงิน จึงต้องมีการไว้แล้ว
มันจึงเป็นที่มาของกระแสข่าว “งูเขียว” ในพรรคกล้าธรรม รับดีล-ปิดดีล กับ “พรรคสีน้ำเงิน” หลังมีการเจรจากันแบบตัวต่อตัวกับ “สส.เขต พรรคกล้าธรรมรายจังหวัด” รวมถึง “หัวหน้ากลุ่มการเมืองบางกลุ่มในกล้าธรรม” เพื่อให้เป็น “งูเห่าสีเขียว” รอลอกคราบ เป็น “งูเห่าสีน้ำเงิน” ยามเมื่อมีความจำเป็นต้องพึ่งพาเสียงในสภาฯ เช่น ตอนโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อไม่ให้ “พรรคเพื่อไทย” ที่มี 74 เสียง มาเปิดเกมต่อรองกับ “อนุทิน” อย่างน้อยก็จะมี “งูเขียว” ไว้รอสแตนด์บายกดโหวตไว้วางใจให้ ที่จะทำให้ “เพื่อไทย” มาต่อรองไม่ได้
ส่วนตอนนี้ก็ให้ฝังตัวเป็น “สายลับงูเขียว” คอยรายงานข่าวความเคลื่อนไหวสำคัญ ๆ ของ “ธรรมนัส” มายัง “แกนนำพรรคสีน้ำเงิน” ให้รู้ทุกระยะ โดยมีการเปิดดีล ยื่นเงื่อนไขดูแลเป็นรายเดือนและรายพิเศษ แต่เรื่องโควตารัฐมนตรี ตอนนี้ยังให้ไม่ได้ เพราะแค่ตอนนี้ “ภูมิใจไทย” ก็เริ่มป่วนแล้ว เพราะหลายกลุ่มแย่งโควตากันเต็มไปหมด เอาไว้จังหวะเหมาะค่อยว่ากัน แบบดูหน้างานเป็นระยะ ๆ
โดยแม้ สส.กล้าธรรม ที่ตกเป็นข่าวว่า เป็นงูเห่าสีเขียว รอลอกคราบเป็นงูเห่าสีน้ำเงิน จะออกมาปฏิเสธกันหมด ว่าไม่เป็นความจริง แต่ของแบบนี้ ใครจะยอมรับ มันก็ต้องปฏิเสธกันเป็นเรื่องปกติ
แต่ลึก ๆ ข่าวว่า ดีลไว้จริงและมีการตกปากรับคำกันแล้ว และรอแสดงตัวเมื่อถึงเวลา

ก็ดูตัวอย่างตอนช่วงตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 1” จะเห็นได้ว่า พอ “แพทองธาร” หลุดจากนายกฯ “อนุทิน-ภูมิใจไทย” ก็เคลื่อนไหวภายในไม่เกิน 1 วัน ก็เปิดตัวกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มสส.ภาคใต้ประชาธิปัตย์ “สายนิพนธ์ บุญญามณี” 4 คน ที่ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีมติหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ แต่ “กลุ่มนิพนธ์” ก็ไปเปิดตัวหนุน “อนุทิน” ทันที และต่อมาก็พาคนในกลุ่มย้ายเข้า “ภูมิใจไทย” ตอนเลือกตั้ง หรือกลุ่มของ “ศักดา วิเชียรศิลป์” รมช.มหาดไทยตอนนี้ ที่ก็เปิดตัว เป็น “งูเห่าเพื่อไทย” ไปหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ โดยตอนนั้น “ศักดา” ยังเป็นสส.กาญจนบุรี เพื่อไทย แต่ก็เอาตัวเองและ สส.งูเห่าเพื่อไทยร่วม 8 คน ไปลงชื่อหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ
กรณีการดีลกับ “กลุ่มนิพนธ์” ในพรรคประชาธิปัตย์และ “กลุ่มศักดา” ในพรรคเพื่อไทยไว้ล่วงหน้า เพราะมั่นใจว่า “แพทองธาร” ไม่รอดแน่ เลยทำดีลไว้ก่อน แล้วสุดท้ายก็ได้ใช้จริง ๆ
มันคือตัวอย่าง การเดินเกมแบบมองการเมืองระยะยาวของ “เนวิน-ภูมิใจไทย” ที่ก็นำมาใช้กับ “ดีลงูเขียว” รอเป็น “งูเห่าสีน้ำเงิน”
ดังนั้นพวกที่มีชื่อเป็น “งูเขียว” ก็ต้องปฏิเสธเป็นธรรมดา แล้วเผลอ ๆ “งูเขียว” ที่เปิดดีลกันไว้ จริง ๆ ก็มีข่าวว่า หลายชื่อ ก็ไม่ใช่ชื่อที่ปรากฏตามสื่อ แต่เป็นชื่ออื่น อยู่จังหวัดอื่น นี่ก็คือ “แผนลวงให้ตายใจ” นั่นเอง
ซึ่งล่าสุด “ธรรมนัส” ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงกระแสข่าว “งูเขียว” ว่า “ตอนอยู่ฟินแลนด์ก่อนกลับไทย มีสส.กล้าธรรม โทรมารายงานว่า ได้รับการติดต่อให้เป็นงูเห่าจริง แต่ก็ยังมั่นใจว่า ลูกพรรคทั้งหมด จะไม่คิดหักหลังกัน”
แต่เชื่อเถอะ ในใจลึก ๆ “ธรรมนัส” เอง ก็คงไม่ได้เชื่อใจสส.กล้าธรรมทั้งหมด เพราะรู้ดีว่า ธรรมชาติของนักการเมือง ยามเมื่อผลประโยชน์ลงตัว มีทางเลือกที่ดีกว่าอยู่ที่เดิม นักการเมืองก็พร้อมจะกระโดดออกจากเรือที่นั่งอยู่ เพื่อไปนั่งเรือลำใหม่ได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะหากเรือที่นั่งอยู่ ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ที่ไม่เป็นผลดีกับพวกสส.เขต
ดังนั้น ที่พากันบอกว่า “ไม่มีงูเขียว จะอยู่กับผู้กอง ไม่มีการทิ้งกัน” ของแบบนี้ “อมพระมาพูด” ก็เชื่อไม่ได้!
……………………………………………
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”




















