มีคำยืนยันจาก “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ในช่วงหัวค่ำวันศุกร์ที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า การตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 2 ถือว่าทุกอย่างโอเคแล้ว และจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันจันทร์นี้ 30 มี.ค.
“ณ ตอนนี้โอเคแล้ว หวังว่าวันจันทร์ที่ 30 มี.ค. ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป เราพยายามจะให้เร็วที่สุด ตอนนี้พอเป็นรัฐบาลรักษาการซึ่งคงเป็นวีกเอนด์สุดท้ายของรัฐบาลหนู 1 มันก็มีหลาย ๆ ประเด็นที่ขับเคลื่อนเต็มที่ไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมายและระเบียบ” อนุทิน ระบุไว้เมื่อ 27 มี.ค.
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า โควตารัฐมนตรีของเพื่อไทย ที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรี 8 คน โดยเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ห้าคน มีการเปลี่ยนโผในช่วงโค้งสุดท้ายเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เพราะเก้าอี้รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เป็น “โควตากลุ่มแป้งมันโคราชเพื่อไทย” สาย “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรมช.คมนาคม” ที่ดันลูกสาว “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” สส.ปาร์ตี้ลิสต์และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้กลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ กระทรวงที่ 4 ติดต่อกันที่ก.พัฒนาสังคมฯ มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติฯ เลยต้องรื้อโผ

ตามข่าวที่ออกมาคือ กลุ่มแป้งมันฯ ที่มีสส.ในสังกัดเพื่อไทยรวม 9 คน แยกเป็นสส.เขตโคราช 8 คนและบัญชีรายชื่อ 1 คน ส่ง คู่สมรส-คู่ใจของสุดาวรรณ คือ นิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา เขตแปด พรรคเพื่อไทยมาเสียบแทน เพื่อรักษาโควตา เข้าทำนอง “สมบัติผลัดกันชม-เก้าอี้ไม่กระเด็นออกจากบ้าน”!
ส่วนปมเหตุที่ทำให้ สุดาวรรณ ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงที่สี่ ก็ไม่มีอะไรอื่น ก็เป็นผลมาจากการตกเป็น “ผู้ต้องหา” ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะ “หาดสวนยา” อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ดีเอสไอ สอบสวนเอาผิด บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ที่ทำธุรกิจโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ ที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยบริษัทดังกล่าวเป็นเครือธุรกิจแป้งมันของตระกูลหวังศุภกิจโกศล ที่มีพ่อ-แม่-ลูก คือ วีรศักดิ์-ยลดา หรือนายกฯหน่อย นายกฯอบจ.นครราชสีมา เมียของวีรศักดิ์ และสุดาวรรณ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ
ทำให้เมื่อดีเอสไอดำเนินคดีกับบริษัทฯ จึงต้องเอาผิดทั้งสามคนด้วยในฐานะกรรมการบริษัทฯ ที่ก็ได้มีการเรียกทั้งสามคนไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว แต่ในส่วนของ สุดาวรรณ ได้เลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาและการชี้แจงข้อกล่าวหาออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลเรื่องอยู่ระหว่างการเปิดสมัยประชุมสภาฯ
ทั้งนี้ คดีดังกล่าว ถูกวิจารณ์ว่ามีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นคดีที่ดีเอสไอเข้าไปสอบสวนนานหลายปีแล้ว แต่เริ่มมีการสอบสวนจริงจังช่วงปี 2566 เพื่อสอบสวนว่า บริษัทแป้งมันฯ เกี่ยวข้องกับการครอบครอง และทำประโยชน์ในที่สาธารณะ ที่ “หาดสวนยา” ซึ่งเป็นที่ดินรัฐสาธารณประโยชน์ประมาณ 16–17 ไร่ โดยอ้างเอกสารสิทธิที่ดินและที่ดินมือเปล่าโดยมีการ ขุดบ่อกักเก็บน้ำ 3 บ่อ ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อใช้ประโยชน์ในโรงงานและกิจการของ บริษัทแป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัดฯ ดีเอสไอจึงดำเนินคดีกับบริษัทและกรรมการบริษัท ตามความผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ และ กฎหมายที่ดิน เช่น บุกรุกที่ป่า ที่สาธารณะ รุกที่ดินของรัฐ และอาจมีการใช้เจ้าหน้าที่รัฐช่วยเหลือในการออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งที่ผ่านมา รูปคดีก็เป็นไปอย่างเงียบ ๆ จนคนคิดว่า คงไม่มีการสอบสวนเอาผิดใด ๆ เพราะกลุ่มหวังศุภกิจโกศล ปัจจุบันถือว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่มีบทบาทการเมือง ทั้งการเมืองในสภาฯ และท้องถิ่น เพราะอย่างในเพื่อไทยที่ข่าวว่ามีสส.ในกลุ่มร่วม 9 คนแล้ว ก็ยังมีสส.ในกลุ่มที่อยู่กับพรรคอื่น คือ “ไทรวมพลัง” ที่มีสส.ในสภาฯ ตอนนี้ 6 ที่นั่ง โดยมี วสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ “กังฟู” เป็นหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อ แต่พรรคไทรวมพลัง ตกขบวนไม่ได้ร่วมรัฐบาลเพราะภูมิใจไทยไม่เอา เนื่องจากเสียงสนับสนุนเกินพอแล้ว ไม่ต้องการให้เข้ามาแบ่งโควตารัฐมนตรี ทำให้กลุ่มแป้งมันมีสส.ในสภาฯร่วม ๆ 15 คน โดยมีฐานหลักอยู่ที่โคราช-อุบลราชธานี และพยายามเข้าไปที่ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จนได้สส.เขตหลังเลือกตั้งมาหนึ่งคน
ส่วนที่มีการมองกันว่า คดีดังกล่าวเป็นเรื่องทางการเมือง เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่า ดีเอสไอที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และมีรัฐมนตรี คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรมว.ยุติธรรมสายตรงเนวิน ชิดชอบ ออกมาเร่งรัดคดีในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลและการทำโผครม.เพื่อใช้เรื่องนี้ดิสเครดิตกลุ่มแป้งมันฯหรือไม่ เพราะเป็นที่รู้กันทางการเมืองว่ากลุ่มวีรศักดิ์ ไม่ลงรอยกับกลุ่มเนวิน อย่างมาก จนมีการพาลูกทีมออกจากภูมิใจไทยในช่วงเลือกตั้งปี 2566 มาอยู่กับเพื่อไทย จนกลายเป็นกำลังหลักให้กับเพื่อไทยที่โคราชในการเลือกตั้งสองสมัยคือปี 2566 และ 2569 โดยแม้การเลือกตั้งล่าสุดที่ผ่านมา ภูมิใจไทยจะรุกหนักที่โคราช แต่ก็ยังได้มาแค่สามเขต

ขณะที่เพื่อไทย-กลุ่มแป้งมัน ยังเป็นกำลังหลักให้เพื่อไทยที่โคราชได้อยู่ ผ่านการจับมือกับประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคฯ จนเพื่อไทยได้สส.เขตโคราชสิบคน แม้จะลดลงจากรอบที่แล้วไปสองที่นั่งก็ตาม จึงไม่แปลกที่ แม้สุดาวรรณ จะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติฯ จนต้องเปลี่ยนชื่อ แต่โควตารัฐมนตรีว่าการฯ ก็ยังเป็นของกลุ่มแป้งมันฯ อยู่ โดยส่ง นิกร ลูกเขยแป้งมันฯ มาเสียบแทน โดยที่กลุ่มอื่น ๆ ในเพื่อไทย เข้าไปแซะไม่ได้
ทำให้มีการมองกันทางการเมืองว่า แม้จะมีความพยายามทำให้อำนาจของกลุ่มแป้งมันฯ สั่นคลอน เพราะคนในตระกูลโดนดำเนินคดีข้อหาหนัก แต่อย่างน้อยการยังรักษาโควตารัฐมนตรีไว้ได้ ก็ทำให้ กลุ่มแป้งมันฯ ยังเป็นกลุ่มหลักในเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาลอันดับสองไว้ได้ แล้วจากนี้ ก็ต้องไปลุ้นหนักในการสู้คดีฯ ต่อไป
…………………
คอลัมน์…..ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย……”พระจันทร์เสี้ยว”



















