ภารกิจด่วน!ดับกระแส..“รวยไม่ไหวแล้ว” หวังตีตื้นเรียกคะแนนนิยม-ลดถูกโจมตี!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก ของคณะรัฐมนตรี “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” หลังจบการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา กลางดึกคืนวันศุกร์ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา และนัดประชุมกันวันรุ่งขึ้นเสาร์ที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า ที่ประชุม ออก “มติ ครม.-มาตรการต่าง ๆ” มา เพื่อรองรับการสู้กับ “วิกฤตน้ำมัน” ที่ทำให้หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบกันไปตาม ๆ กันกับ “ค่าขนส่ง-ต้นทุนการผลิต-ค่าใช้จ่ายในการประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้น” จนทำให้มีการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการหลายอย่าง ทำเอาประชาชนหน้าเขียวกันทั่วประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นการ “อนุมัติงบกลาง” กว่า 7,742 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจากเหตุน้ำมันแพง แยกเป็นสามกลุ่มหลักคือ

1.กลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตาม มติ ครม. (26 มี.ค.69) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2.กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 แสนคัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม โดยแนวทางดังกล่าว รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมมองว่า ต้นทุนค่าขนส่ง เป็นหัวใจสำคัญของราคาสินค้า การที่รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือในส่วนนี้ จะช่วยบรรเทาผลกระทบในวงจรนี้ไม่ให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกส่งภาระต้นทุนค่าขนส่งไปบวกเพิ่มในราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ช่วยรักษาระดับค่าครองชีพของประชาชนในภาพรวม

3.การบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น, โครงการ “เยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท และโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพิ่มรายได้ SME ไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

โดยรัฐบาลการันตีว่า 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม ครม. ยังไม่มีการออก พระราชกำหนดให้กระการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ หลังมีเสียงท้วงติงจาก“ฝ่ายค้าน” กลางที่ประชุมเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลว่า หากมีความจำเป็น รัฐบาลควรออกเป็นพระราชบัญญัติฯ จะเหมาะสมกว่าที่จะออกเป็นพระราชกำหนด ซึ่งก็อาจทำให้รัฐบาลเกิดความลังเลใจ เพราะมองว่า เรื่องนี้อาจยังไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนในการจะออกเป็นพระราชกำหนดได้ และเสี่ยงอาจถูกร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้

และที่สำคัญ ขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มขยับลงแล้ว ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้ จึงอาจจะต้องรอประเมินสถานการณ์และความจำเป็นในระยะต่อไปก่อน ทำให้เลยยังไม่มีการออกพระราชกำหนด แม้ก่อนหน้านี้ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยเองว่า จะเสนอให้ครม.พิจารณาวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมาก็ตาม

นอกจากนี้ ในเดือนหน้า “พฤษภาคม” รัฐบาลจะผลักดันโครงการเรือธง ที่ “พรรคภูมิใจไทย” ใช้เป็นหนึ่งในนโยบายหลักตอนหาเสียง ก็คือ เลือกภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาล ได้แน่ “คนละครึ่งเฟสสอง” โดยกระทรวงการคลังการันตีว่า เดือนพฤษภาคมนี้ คนละครึ่งเฟสสองออกมาแน่ เพราะเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับระบบและมิติต่าง ๆ เพื่อรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว

หาก “คนละครึ่งเฟสสอง” ออกมาเดือนหน้า ก็เชื่อได้ว่า จะทำให้กระแสประชาชนพอใจอย่างมาก ที่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ช่วยลดค่าครองชีพไปได้มาก ผลที่ตามมาก็คือ ทำให้ “กระแสนิยมรัฐบาลดีขึ้น” เสียงบ่นรัฐบาลคงลดน้อยลง โดยเฉพาะพ่อค้า-แม่ค้า ที่ตอนนี้บ่นระงมว่า ขายของไม่ดี เพราะพอสิ่งของ-อาหารการกิน หลายอย่างปรับขึ้น ค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น ทำให้ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย เลยทำให้คนจับจ่ายซื้อของน้อยลง

อย่างไรก็ตาม มุมมองฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับรัฐบาลคือ “พรรคประชาชน” พรรคแกนนำปีกฝ่ายค้าน ก็ชิงเปิดแถลงข่าวทันทีหลังมี มติ ครม.ออกมา

โดยคีย์แมนหลักด้านเศรษฐกิจของฝ่ายค้านคือ “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ว่า “แหล่งเงินงบประมาณและวงเงินที่ใช้ในมาตรการรอบนี้ ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการแก้ปัญหาของรัฐบาลเอง ที่มีการตั้งงบประมาณของกองทุนประชารัฐเอาไว้ไม่เพียงพอในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งโดยปกติแล้วกองทุนประชารัฐจะต้องต้องใช้งบประมาณปีละราว 50,000 ล้านบาท แต่ในปี 2569 รัฐบาลตั้งไว้เพียงแค่ 30,000 ล้านบาท จึงเป็นที่มาที่ทำให้ผ่านมาครึ่งปีงบประมาณ เงินในกองทุนเริ่มขาดแคลน และจำเป็นต้องนำงบกลางมาใช้ถึง 4,700 ล้านบาทมาเติมเข้าไปในกองทุนประชารัฐ เพราะหากไม่เติมก้อนนี้ 300 บาทแรกที่จะช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพก็จะไม่มี ยังไม่ต้องพูดถึงว่าอีก 100 บาทจะเติมเข้ามาในภายหลังได้อย่างไร”

ขณะที่ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็มองว่า “มาตรการที่รัฐบาลเข็นออกมา ยังไม่ครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม โดยกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ตกหล่นมีอยู่หลายกลุ่ม เช่น ชาวประมง ที่ยังไม่สามารถออกไปหาปลาได้ จนเริ่มเกิดปัญหาอาหารทะเลขาดแคลน รวมถึงกลุ่มที่เป็นต้นน้ำสินค้าหลายอย่างกลุ่มเม็ดพลาสติก และต่อเนื่องเป็นซัพพลายเชนไปถึงบรรจุภัณฑ์ สี การก่อสร้าง และอื่น ๆ”

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นท่าทีของฝ่ายค้าน ที่ต้องพยายามหา “จุดตำหนิ” มา “ดิสเครดิตรัฐบาล”

เชื่อได้ว่า ต่อจากนี้ “รัฐบาลอนุทิน 2” ก็จะมีการออกหลายมาตรการมา เพื่อแก้ปัญหาจากผลกระทบน้ำมันแพง รวมถึงการแก้ปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมาอีก เช่น เรื่องปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย ที่กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่า หลังเดือนพฤษภาคมอาจเจอปัญหาขาดแคลนได้ เป็นต้น

หลังก่อนหน้านี้ รัฐบาลก็พยายามเร่งออกมาตราการ เพื่อกระชากราคาน้ำมันให้ลดลง ที่ก็ทำให้เห็นแล้ว อย่างล่าสุด ผลการประชุม คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อศุกร์ที่ 10 เม.ย. ที่มี “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน เป็นประธาน ระบุว่า “ทางที่ประชุม กบน.มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จนทำให้ราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน ทุกชนิดราคาลดลงโดยบางชนิดลดลงสูงสุด 6 บาท จนเป็นข่าวดีก่อนหยุดยาวสงกรานต์ของคนไทย”

ต่อจากนี้ “รัฐบาล-กระทรวงพลังงาน” ก็คงพยายามหาช่องทางทำให้ “ราคาน้ำมันลดลงอีก” ควบคู่ไปกับภารกิจสำคัญคือพยายามหาแหล่งตลาดซื้อน้ำมันดิบจากประเทศอื่นเพิ่มเติม ซึ่งก็มีการเจรจาอยู่กับหลายประเทศ เช่นรัสเซีย เป็นต้น

ทั้งหมดคือ “เรื่องร้อน-ภารกิจเร่งด่วน” ของ “รัฐบาลอนุทิน 2” หลังจบศึกแถลงนโยบาย ในการทำให้ประชาชนพอใจให้มากที่สุด เพื่อ “ลดกระแสโจมตี” ที่โหมเข้าใส่ “อนุทิน” อย่างหนัก โดยเฉพาะกระแส “รวยไม่ไหวแล้ว” ที่ก็พอเห็นแล้วว่า “อนุทิน-รัฐบาล” เริ่มตั้งหลักได้บ้าง ในการตีตื้นเรียกคะแนนนิยมกลับคืนมา

แต่สถานการณ์จากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ยังรับประกันไม่ได้ว่า “กระแสรวยไม่ไหวแล้ว” จะซาลง หรือจะยิ่งขยายวงมากขึ้น หากราคาน้ำมันผันผวน ปรับตัวขึ้นอีกในอนาคต

……………………………………………

คอลัมน์….ส่องป้อมค่ายการเมือง

โดย “พระจันทร์เสี้ยว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img