หน้าแรกCOLUMNISTSเตือน“คนไทย”รับจ้างหิ้วกัญชาไป“ดูไบ” ถูกยึดเพียบ 17 ตัน-เผยโทษขั้นต่ำ 25 ปี

เตือน“คนไทย”รับจ้างหิ้วกัญชาไป“ดูไบ” ถูกยึดเพียบ 17 ตัน-เผยโทษขั้นต่ำ 25 ปี

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ข้อมูลจาก สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ เปิดเผยสถานการณ์ที่น่าตกใจคือ มีคนไทยที่ถูกดำเนินคดีและจำคุกในคดียาเสพติด ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งในรัฐดูไบและรัฐทางตอนเหนือ ในระหว่างปี 2567-2568 เพิ่มมากขึ้น

โดยมักอ้างว่า เป็นการรับจ้างฝากสัมภาระ โดยไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด ซึ่งไม่สามารถเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ ส่งผลให้ผู้ต้องหาหลายรายถูกศาลตัดสินจำคุก 25 ปี ถึงตลอดชีวิต และเมื่อพ้นโทษออกมา ยังต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนมาก ก่อนถูกเนรเทศกลับประเทศไทย

กงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ให้ข้อมูลในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ปปง. สภาผู้แทนราษฎร ว่า ขบวนการลักลอบขนกัญชาและกัญชง โดยใช้สนามบินดูไบ เป็นช่องทางสำคัญในการลักลอบขน เนื่องจากเป็นเมืองศูนย์กลางการบินระดับโลก มีเที่ยวบินต่อจำนวนมากทำให้ตรวจจับได้ยาก

ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ ยอมรับว่า ได้รับการว่าจ้างให้ขนกระเป๋าเดินทางโดยไม่ทราบว่าภายในมีสารเสพติด แต่กฎหมายของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ผู้ต้องหาจำนวนมากจึงได้รับโทษจำคุกยาวนานตั้งแต่ 25 ปี ถึงตลอดชีวิต พร้อมทั้งถูกปรับเป็นจำนวนมาก

สถานกงสุลย้ำว่า รูปแบบการกระทำผิด เป็นธุรกิจรับจ้างขนยาเสพติดซึ่งกำลังก่อตัวรุนแรงขึ้น และยังพบรูปแบบใหม่ คือเยาวชนไทยและนักท่องเที่ยวถูกหลอกให้ขนสัมภาระ โดยแลกกับค่าเดินทางหรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ

ผู้แทนกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า มีคนไทยพำนักอาศัยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กว่า 12,000 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคบริการ การจัดการแรงงาน และธุรกิจท่องเที่ยว

สำหรับปัญหาการจับกุมคดียาเสพติด มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่

1.ดูไบเป็นศูนย์กลางการบินและเป็นเส้นทางที่ถูกใช้ในการลำเลียงยาเสพติดไปยุโรป

2.ธุรกิจรับจ้างหิ้วกระเป๋าผ่านโซเชียลมีเดีย เติบโตอย่างรวดเร็ว

3.ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของคนไทยหลายราย ว่ากัญชาเป็นพืชที่ถูกกฎหมายเหมือนในประเทศไทยจึงเข้าใจผิดว่าปริมาณเล็กน้อยสามารถนำติดตัวได้

นอกจากนี้ อัตราโทษที่ศาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดร้ายแรงมาก นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสารเสพติดจากผู้โดยสารอย่างเข้มงวด หากพบสารในเลือดก็ถือว่ามีความผิด แม้ไม่ได้ถือครองยาเสพติดในขณะตรวจก็ตาม

    ขณะที่ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า เนื่องจากกัญชาไม่ใช่ยาเสพติดอีกต่อไป ทำให้เป็นข้อจำกัดด้านกฎหมายของประเทศไทย จึงเกิดช่องว่างในการควบคุมการนำออกนอกประเทศ

    ต่างจากฎหมายของประเทศปลายทางที่ยังถือว่าเป็นยาเสพติดประเภทร้ายแรง สำนักงาน ป.ป.ส. รายงานผลการบูรณาการผ่านโครงการ AITF ซึ่งตรวจพัสดุและผู้โดยสารได้ผลจำนวนหนึ่ง แต่ยังพบปัญหาส่วนใหญ่ คือ คนไทยจำนวนมากถูกหลอกหรือรับจ้างผ่านโซเชียลมีเดีย

    มีการปกปิดยาเสพติดในกระเป๋าที่ไม่สามารถเปิดได้ หรือมีการซ่อนในภาชนะที่ดูเป็นสินค้าปกติ เช่น เครื่องสำอาง ดังนั้น ทางสำนักงาน ป.ป.ส. จึงขอเน้นย้ำว่าแม้กัญชาถูกกฎหมายในไทย แต่ต่างประเทศไม่ใช่ จึงควรตระหนักว่าโทษในต่างประเทศรุนแรงถึงตลอดชีวิต

    ด้านผู้แทนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า การปลดล็อกกัญชาในประเทศไทยทำให้โครงสร้างการลำเลียงในประเทศเปลี่ยนไป แต่กลับส่งผลให้กัญชาถูกลักลอบขนออกนอกประเทศมากขึ้นใปริมาณสูงขึ้น มีการตรวจยึดเป็นตัน ๆ ในเวลา 1 ปี

    เรื่องดังกล่าว เป็นหลักฐานชัดเจนว่า การกระทำผิดมีเป้าหมายเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นต้องมีมาตรการประชาสัมพันธ์ที่เข้มข้น ให้คนไทยเข้าใจความร้ายแรงของโทษในต่างประเทศ

    ขณะที่ ผู้แทนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่าบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีการตรวจหลายชั้นผ่านเครื่องเอกซเรย์ตามมาตรฐานการบินสากล แต่ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันวัตถุอันตราย เช่น ระเบิดหรืออาวุธ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อตรวจยาเสพติดโดยตรง และขบวนการลักลอบมักใช้วิธีปกปิด เช่น การบรรจุในวัสดุหนาแน่น หรือการใช้พริกไทยและสารอื่นเพื่อกลบกลิ่น

    ดังนั้น การตรวจค้นยาเสพติด จึงจำเป็นต้องรับสัญญาณ จากหน่วยงานข่าวกรอง หรือเฝ้าระวังตามลักษณะต้องสงสัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานใกล้ชิดกับตำรวจ ศุลกากร และ สำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อพัฒนามาตรการตรวจคัดกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ด้านผู้แทนกรมศุลกากร ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า ภาระงานของกรมศุลกากรมีจำนวนมาก โดยเฉพาะการตรวจผู้โดยสารขาออกที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและจำนวนบุคลากร

    สำหรับการดึงกระเป๋าที่โหลดแล้วกลับมาตรวจทำให้เสี่ยงต่อการล่าช้าในเที่ยวบิน แม้จะมีข้อจำกัด แต่ศุลกากรสามารถสกัดกัดกัญชาที่ผู้โดยสาร นำออกจากไทยได้มากกว่า 17 ตัน ภายในช่วงเวลาไม่ถึงปี เป็นตัวเลขที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาอย่างยิ่ง

    จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่า แนวโน้มการลักลอบนำกัญชาออกนอกราชอาณาจักรยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนือง ภายหลังการปลดล็อกกัญชาในประเทศไทย

    แม้จะไม่จัดเป็นยาเสพติดตามกฎหมายไทย แต่ประเทศปลายทางส่วนใหญ่ยังถือเป็นสารเสพติดร้ายแรง ส่งผลให้คนไทยต้องรับโทษหนักและถูกเนรเทศจำนวนมากขึ้นทุกปี

    ขณะที่ ขบวนการลักลอบขนยาเสพติดมีความซับซ้อนและใช้วิธีการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะรูปแบบการว่าจ้างผ่านช่องทางออนไลน์ การฝากกระเป๋า หรือการใช้ผู้เดินทางธรรมดาเป็นตัวกลางโดยไม่รู้ตัว สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

    สิ่งสำคัญคือ การที่ประชาชนจำนวนมากยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะของกัญชาในต่างประเทศ โดยเชื่อว่าสามารถนำออกไปได้เช่นในประเทศไทย จึงตกเป็นเหยื่อของการว่าจ้างหรือถูกจับกุมจากความไม่เข้าใจ

    หลังจากนี้ ทาง กมธ.ปปง. จะได้ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงยุติธรรม พิจารณาทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการนำกัญชาออกนอกราชอาณาจักรให้มีความชัดเจน และมีบทลงโทษที่เหมาะสม มิให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางส่งออกกัญชาไปยังประเทศปลายทาง ที่ยังคงตัดสินโทษอย่างรุนแรง รวมทั้งประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อจัดทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เตือนคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศเกี่ยวกับโทษของการนำกัญชาและยาเสพติดเข้าประเทศนั้น ๆ โดยเฉพาะในประเทศที่มีบทลงโทษร้ายแรง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่อไป

    ………………..

    คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram

    - Advertisement -spot_imgspot_img
    RELATED ARTICLES

    HIGHLIGHT

    - Advertisment -spot_img
    spot_img

    Most Popular

    - Advertisement -spot_img
    spot_img
    - Advertisement -spot_imgspot_img
    spot_imgspot_img