ย้อนรอยปมร้อนที่นำไปสู่มติ “ปลดออกจากราชการ” ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เมื่อการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ถูกตรวจสอบพบร่องรอยของการทำเอกสารย้อนหลังและการ “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” เพื่อเลี่ยงอำนาจการอนุมัติ
ความจริงเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว หมอสุภัทรคือฮีโร่ในช่วงโควิด ที่นำทีมแพทย์ชนบทบุกกรุง มาช่วยตรวจคัดกรองโควิด หรือเป็นบุคคลที่ละเลยระเบียบราชการ ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างบกพร่อง จนต้องถูกปลด มีความเป็นธรรมหรือไม่
สำหรับข้อมูลทั้งหมดนี้ มาจากสำนักข่าว Next News (เน็กซ์ นิวส์) ของคุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นักข่าวอาวุโส มีรายละเอียดดังนี้
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อโรงพยาบาลจะนะ เข้าร่วมปฏิบัติการเชิงรุกตรวจโควิดในกรุงเทพฯ รวม 3 ครั้ง แต่การ “ขอยืม” เอทีเค จากเอกชนมาใช้ก่อน ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2564
ครั้งที่ 1 วันที่ 14-16 ก.ค. 64 ลงพื้นที่ 3 วัน
ครั้งที่ 2 วันที่ 21-23 ก.ค. 64 ลงพื้นที่ 3 วัน
ครั้งที่ 3 วันที่ 4-10 ส.ค. 64 ลงพื้นที่ 7 วัน

ในระหว่างปฏิบัติการนี้ โรงพยาบาลได้จะนะ ใต้การบริหารงานของ คุณหมอสุภัทร ได้ขอยืมชุดตรวจ ATK ยี่ห้อ Standard Q จากบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด มาใช้ไปก่อน โดยยังไม่มีการทำสัญญาจัดซื้อตามระเบียบพัสดุ
ผ่านไป 2 เดือน ในวันที่ 5 ตุลาคม 2564 จังหวัดสงขลาได้ออกคำสั่งที่ 4910/2564 มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน อนุมัติจัดซื้อจัดจ้างได้ครั้งละไม่เกิน 2,000,000 บาท และคำสั่งดังกล่าว มีความสำคัญมาก เพราะอาจกลายเป็นช่องโหว่ในเวลาต่อมา
หลังจบภารกิจบุกกรุงกว่า 2 เดือน โรงพยาบาลจะนะเพิ่งเริ่มทำเอกสารจัดซื้อชุดตรวจที่ “ยืมมาใช้แล้ว” 42,854 ชุด รวมเป็นเงิน 9,856,420 บาท ปรากฎว่า แทนที่โรงพยาบาลจะเสนอจัดซื้อจัดจ้างครั้งเดียว ซึ่งมียอดเงินรวมเกือบ 10 ล้านบาท และต้องขออนุมัติจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ตามระเบียบ
ปรากฎว่า หมอสุภัทร กลับเซ็นอนุมัติแบ่งซื้อออกเป็น 5 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 วันที่ 25 ต.ค.64 ใช้ในปฏิบัติการครั้งที่ 1 จำนวน 8,695 ชุด ราคา 230/ชิ้น รวมเป็นเงิน 1,999,850 บาท
ครั้งที่ 2 วันที่ 11 พ.ย.64 ใช้ในปฏิบัติการครั้งที่ 2 จำนวน 8,695 ชุด ราคา 230/ชิ้น รวมเป็นเงิน 1,999,850 บาท
ครั้งที่ 3 วันที่ 23 พ.ย.64 ใช้ในปฏิบัติการครั้งที่ 3 จำนวน 8,695 ชุด ราคา 230/ชิ้น รวมเป็นเงิน 1,999,850 บาท
ครั้งที่ 4 วันที่ 9 ธ.ค.64 ใช้ในปฏิบัติการครั้งที่ 3 จำนวน 8,695 ชุด ราคา 230/ชิ้น รวมเป็นเงิน 1,999,850 บาท
ครั้งที่ 5 วันที่ 22 ธ.ค.64 ใช้ในปฏิบัติการครั้งที่ จำนวน 8,074 ชุด ราคา 230/ชิ้น รวมเป็นเงิน 1,857,020 บาท
การแบ่งซอยการจัดซื้อจัดจ้างแบบนี้ แม้จะมีคำสั่งจังหวัดรองรับ แต่การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการ “ลดวงเงิน” เพื่อให้อำนาจการสั่งซื้ออยู่ที่ตัวเอง

จากการสืบสวนของคณะกรรมการ พบประเด็นสำคัญที่รับฟังไม่ขึ้น 3 ประเด็นหลัก คือ
- ไม่มีการตรวจรับจริง คณะกรรมการตรวจรับที่ตั้งขึ้น “ไม่ได้ร่วมปฏิบัติงานที่กรุงเทพฯ” และพัสดุถูกใช้ไปหมดแล้ว จึงไม่มีการตรวจนับพัสดุโดยแท้จริง
- รายงานล่าช้า แม้เป็นเหตุเร่งด่วนตามระเบียบ แต่ต้องรีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานรัฐทันที แต่กรณีนี้กลับปล่อยเวลาผ่านไปนานกว่า 2 เดือน
- จำนวนที่สูงเกินศักยภาพ เมื่อคำนวณจากกำลังเจ้าหน้าที่ที่ตรวจได้วันละ 1,000-2,000 ราย แต่กลับมีการจัดซื้อชุดตรวจเอทีเค ถึง 42,854 ชุด สูงกว่าศักยภาพการปฏิบัติงานจริงอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ สปสช. ได้ส่งรายชื่อผู้เข้ารับการตรวจคัดกรองโควิด-19 จำนวน 39,659 รายชื่อ จากการตรวจเมื่อวันที่ 4, 5, 7 และ 8 สิงหาคม 2564 เพื่อให้โรงพยาบาลจะนะดำเนินการเบิกค่าใช้จ่ายในอัตรา 450 บาทต่อรายชื่อ และได้รับเงินโอนจาก สปสช. รวมเป็นเงิน 17,515,750 บาท
คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเห็นว่า พฤติการณ์หมอสุภัทร มีลักษณะ “ไม่โปร่งใส” จงใจหลีกเลี่ยงระเบียบเพื่อประโยชน์ที่มิควรได้ และทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง จึงมีความผิดวินัยร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และมีบทลงโทษ คือ “ปลดออกจากราชการ”

ขณะที่หมอสุภัทร ได้ใช้เหตุผลในการต่อสู้และชี้แจงต่อคณะกรรมการไว้แล้วในหลายประเด็น ได้แก่
- การบริหารสต็อกในภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นการบริหารจัดการตามความไม่แน่นอน ของสถานการณ์โควิด-19
- บทบาท “โรงพยาบาลแกนนำ” โดยอ้างว่าโรงพยาบาลจะนะได้รับมอบหมายให้ซื้อ ATK เพื่อแจกจ่ายให้โรงพยาบาลอื่นที่ร่วมปฏิบัติการด้วย
- ความสมเหตุสมผลของราคา นพ.สุภัทร ต่อสู้ว่าราคา 230 บาท/ชุด เป็นราคาที่ต่อรองแล้วและไม่มีราคากลางอ้างอิงในช่วงนั้น ซึ่ง คณะกรรมการยอมรับและฟังขึ้นในประเด็นนี้ ว่าสามารถทำได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
- หมอสุภัทร อ้างว่าการปฏิบัติการตรวจเชิงรุกครั้งนี้ ทำให้โรงพยาบาลยังมีกำไร โดยรับเงินโอนจาก สปสช. กว่า 17.5 ล้านบาท เมื่อหักค่าชุดตรวจ ค่าดำเนินการแล้ว โรงพยาบาลยังมีกำไรสะสมกว่า 7.6 ล้านบาท แต่ประเด็นนี้ คณะกรรมการเห็นว่า ไม่ได้ทำให้ความผิดเรื่องระเบียบพัสดุเปลี่ยนแปลงไป
ตามขั้นตอนทางกฎหมายของข้าราชการพลเรือน หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งปลดออก ทางคุณหมอสุภัทร สามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนคำสั่งลงโทษทางวินัย หรือฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป
………………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram




















