เมื่อประเด็นเปิดโปง การตัดถนนใหม่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จ.แม่ฮ่องสอน กลายเป็นเรื่องใหญ่โต โดยถูกตั้งคำถามในเชิงตั้งข้อสงสัยว่า “ตัดถนนและทำไม้ใหญ่โตขนาดนี้ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่อง”
แต่ล่าสุดก็ได้ข้อสรุปได้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับ รับรู้กันทุกฝ่าย เพราะเส้นทางนี้ มีร่องรอยถนนเดิมที่คนใช้อยู่แล้ว และมีบันทึกการประชุมร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ฯ เพื่อทำถนนแล้ว มีการร้องเรียนและดำเนินการภายในตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว แต่กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต หลังจากผ่านไปแล้ว 2 เดือน
“เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล” ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) สัดส่วนชาติพันธุ์ ตั้งข้อสังเกตว่า “แท้จริงแล้ว เรื่องนี้…มันคือเกมการเมืองเพื่อกระชับอำนาจและผลประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อปกป้องคุ้มครองป่า ตามที่อ้าง ใช่หรือไม่”

“ว่าที่ สส.เลาฟั้ง” บอกว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจภาพใหญ่ของเรื่อง 3 ประเด็นนี้ก่อน
ประเด็นที่ 1 คือ พื้นที่เกิดเหตุเป็นใจกลางของผืนป่าไม้สัก ที่มีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา มีธรรมเนียมที่ “คนมีสีบางกลุ่ม” ลอบส่งไม้สักเข้ากรุงเทพฯ ไปเป็น “บรรณาการ” และในฐานะตัวเองเป็นคนแม่ฮ่องสอน รู้สึกเจ็บปวดกับธรรมเนียมพวกนี้ เพราะพวกเราไม่มีสิทธิ์จะแตะต้องไม้มีค่าในบ้านเรา แต่กลับให้คนจากที่อื่น มากอบโกยไปดื้อ ๆ
ประเด็นที่ 2 พื้นที่อยู่ติดกับชายแดนพม่า ย่อมมีผลประโยชน์สารพัดอย่าง รวมทั้งรับส่วยขนแร่ ที่นำเข้ามาจากฝั่งเมียนมา ทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย นอกจากนี้ อาจถูกใช้เป็นเส้นทางขนสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ เช่น ยาเสพติด
ประเด็นที่ 3 หัวหน้าส่วนราชการที่สำคัญ 4 คน คือ คนที่ไต่เต้าและเติบโตตามสายงาน ได้แก่ อธิบดีกรมอุทยานฯ และอีก 3 คนอยู่ในพื้นที่ คือ ผอ.สำนัก 16-หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สาละวิน-หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา ไม่ได้อยู่ในฐานอำนาจของการเมืองใด ๆ

เรื่องราวครั้งนี้ มีประเด็นข้อสงสัย 2 เรื่องที่ซ้อนกันอยู่
ข้อสงสัยที่ 1 ผลประโยชน์จาการคุมเส้นทาง แม้ถนนเส้นใหม่จะใกล้กว่า สะดวกกว่า แต่ถนนเส้นเดิมมีกลุ่มอำนาจเดิมได้รับผลประโยชน์อยู่ หากเส้นทางใหม่เปิดได้ ผลประโยชน์จะเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มอำนาจใหม่ กลุ่มเดิมย่อมไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นได้
ส่วนที่อ้างว่า เส้นทางใหม่นี้สามารถหลบเลี่ยงด่านตรวจได้นั้น เหลวไหลสิ้นดี เพราะคนขนของผิดกฎหมาย เขาไม่ได้แอบขนกันหรอกครับ เขาทำเป็นขบวนการ เคลียร์ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องหลบเลี่ยงใด ๆ
ข้อสงสัยที่ 2 มีสร้างประเด็นกลบเกลื่อน เบี่ยงเบน เพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง เพื่อเขี่ยคนเก่าออก แล้วส่งคนของตนเองหรือคนที่ยอมสวามิภักดิ์มาอยู่แทนหรือเปล่า มีการส่งคนลงพื้นที่ไปเก็บรายละเอียดยิบ ทั้งรูปและคลิปวีดีโอ มีการสัมภาษณ์ชาวบ้านด้วย
จากนั้้น ทยอยเปิดสู่สาธารณะโดยมีเนื้อหาโจมตีอธิบดีกรมอุทยานฯ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แล้วทางกระทรวงฯ ได้สั่งสอบสวนเรื่องดังกล่าว โดยเส้นเรื่องทำนองนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปลายปี 2568 ซึ่งเป้าหมายโจมตีที่ชัดเจนที่สุด คือ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานฯ คนปัจจุบัน โดยกล่าวหาในทำนองว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่?

“ว่าที่ สส.เลาฟั้ง” วิเคราะห์ทิ้งท้ายว่า เวลาเกิดปัญหาแบบนี้ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน สิ่งที่จะตามมาคือ
1.จะมีคนบางกลุ่มมาเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการยุติเรื่อง แล้วสักพักเรื่องก็เงียบหายไป คดีหลุดลอย คนทำผิดก็แค่ถูกดองสักพักแล้วก็เติบโตต่อไป ส่วนครั้งนี้จะมีหรือไม่ก็ต้องรอดูต่อไป
2.จะมีการจับชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องเป็นแพะ หรือจับลูกน้องปลายแถวสักคน แล้วก็ประโคมข่าวว่ามีการจับกุมดำเนินคดีนายทุนและชาวบ้านที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว เช่น เคสทุ่งป่าคา สายส่งไฟฟ้าแม่เงา
ดังนั้น ประเด็นโจมตีอธิบดีกรมอทุยานดังกล่าว จึงมองได้ว่า เป็นการ “เล่นเกมกระชับอำนาจ” ก็ยิ่งชวนน่าสงสัยว่าพวกคุณต้องการจะทำอะไร มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดเกี่ยวข้องหรือไม่
แต่ชาวบ้านทั่วไปไม่เกี่ยว ครั้งนี้อย่ามาหารังแกกันอีก ซึ่งตอนนี้เท่าที่ตรวจสอบ ถนนที่ถูกปิด เป็นส่วนที่ชาวบ้านยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นหลัก จึงยังไม่กระทบคนในพื้นที่มาก ยังไม่มีการค้นหรือปิดล้อมจับกุมชาวบ้านทั่วไป เท่านั้น
และ “เกมกระชับอำนาจ” ในครั้งนี้ จะจบลงเช่นใด สังคมกำลังจับตามองอยู่เช่นเดียวกัน
………………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram




















