หน้าแรกCOLUMNISTSเหมือน-ต่าง..เทียบคดี‘ธนาธร-ศักดิ์สยาม’ เมื่อ‘มติป.ป.ช.’ยกคำร้อง...คาใจสังคม??

เหมือน-ต่าง..เทียบคดี‘ธนาธร-ศักดิ์สยาม’ เมื่อ‘มติป.ป.ช.’ยกคำร้อง…คาใจสังคม??

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ความเหมือนและแตกต่าง กรณีการสั่งไม่ฟ้องอาญาและพ้นผิดทางจริยธรรมของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า ผิดคุณสมบัติ

กรณี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” คดีหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย”

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2562 ศาลมีมติ 7 ต่อ 2 ให้ “ธนาธร” พ้นสภาพ สส. เนื่องจากเชื่อว่าเขายังคงถือหุ้นสื่อในวันสมัครรับเลือกตั้ง โดยศาลชี้ถึง “ข้อพิรุธ” หลายจุดในไทม์ไลน์การโอนหุ้น เช่น ข้อมูลการเสียภาษีและการแจ้งยกเลิกกิจการ

ต่อมา วันที่ 30 พ.ย.2565 อัยการสูงสุดมีคำสั่ง “ชี้ขาดไม่ฟ้อง” ในความผิดตามมาตรา 151 พ.ร.บ.เลือกตั้ง สส. กรณีรู้อยู่แล้วว่า “ไม่มีสิทธิแต่ยังสมัคร” เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอในทางอาญา เพราะการดำเนินคดีอาญาต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

สำหรับหลักฐานการโอนหุ้น มีเอกสารตราสารโอนหุ้นและพยานบุคคลยืนยันว่าโอนหุ้นให้มารดา ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562 ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และอัยการมองว่าข้อพิรุธที่ศาลรัฐธรรมนูญยกขึ้นมา เป็นเพียงพฤติการณ์ที่น่าสงสัย แต่ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันการกระทำผิดในทางอาญาได้โดยลำพัง

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น เป็นการพิจารณากฎหมายคนละส่วนกัน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญดูเรื่องคุณสมบัติการเป็น สส.เป็นหลัก แต่ อัยการดูเรื่อง “เจตนา” และ “พยานหลักฐาน” เป็นสำคัญ สำหรับการพิสูจน์ความผิดในคดีอาญา

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

กรณี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” คดีซุกหุ้น “หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น”

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ศาลมีมติ 7 ต่อ 1 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เนื่องจากเชื่อว่า “ศักดิ์สยาม” ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญฯ อย่างแท้จริง…ผ่าน “นอมินี”

โดยหลักฐานสำคัญ คือเรื่องเส้นทางการเงินที่วนกลับมาจาก “ศักดิ์สยาม” ไปยังผู้ซื้อหุ้น รวมถึงพบใบเสร็จค่าน้ำมันรถส่วนตัวของศักดิ์สยามที่เบิกจาก หจก. โดยระบุในใบเสร็จว่า “ติดตามนาย”

ต่อมา วันที่ 13 มี.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติ “ยกคำร้อง” กล่าวหานายศักดิ์สยาม กรณี “จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ” กล่าวหาการถือครองหุ้นแทนในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ไปเมื่อเดือน ก.ย.2568 ที่ผ่านมา

กรณีดังกล่าว เกิดข้อวิจารณ์ว่า ป.ป.ช. ใช้มาตรฐานที่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน คือ เส้นทางการเงินและนอมินี จนทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ตามมามากมาย

ทีมข่าวได้ตรวจสอบเว็บไซต์ศาลฏีกา มีบทความ “ข้อเปรียบเทียบระหว่างคดีอาญาเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กับคดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที” ที่เขียนไว้โดย ท่านผู้พิพากษาอภิชาติ คงชาตรี

สาระสำคัญที่เลือกตัดทอนมา ระบุว่า ความผิดเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน มีอัตราโทษต่ํา คือ ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และการกําหนดอัตราโทษไว้ค่อนข้างเบาดังกล่าวสอดคล้องกับสภาพความผิดนี้

กล่าวคือ การยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเรื่องข้อเท็จจริงและต้องมีเอกสารประกอบการยื่น ในทางปฏิบัติการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ย่อมเป็นภาระและมีข้อยุ่งยากไม่น้อย เนื่องจากเวลายิ่งล่วงเลยไปนานเท่าใดความทรงจําก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ความคงอยู่ของเอกสารหรือวัตถุที่เกี่ยวข้องก็ย่อมเสื่อมหรือหายไปตามกาลเวลา

ปัจจุบันได้มีการตรากฎหมายกําหนดองค์ประกอบความผิดเพิ่มเติมจากเดิม คือ จะต้องมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า มีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน อันเป็นความมุ่งหมายของกฎหมาย ที่จะให้มีการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้องค์ประกอบความผิดดังกล่าว จำเป็นจะต้องวินิจฉัยไปตามข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี

โดย พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 167 และมาตรา 109 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือเอกสารประกอบที่ได้รับมาตามวรรคหนึ่งไม่ครบถ้วน หรือมีข้อมูลคลาดเคลื่อน และไม่มีพฤติการณ์อันเชื่อได้ว่า มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินหรือหนี้สิน ให้เลขาธิการหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมาย แจ้งให้บุคคลดังกล่าวดําเนินการให้ครบถ้วนหรือถูกต้อง

นอกจากโทษทางอาญาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ความผิดเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินยังมีโทษอย่างอื่นด้วย คือ มาตรการบังคับทางการเมืองในลักษณะตัดสิทธิ หรือจํากัดสิทธิทางการเมือง อันได้แก่ การห้ามมิให้ผู้ถูกกล่าวหาดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ตามกฎหมายเดิม

หรือ การให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้ตามกฎหมายใหม่ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา แต่โทษจํากัดสิทธิทางการเมืองนี้อาจถือได้ว่าเป็นโทษข้างเคียงหรือโทษอุปกรณ์

การจะนํามาใช้ได้จะต้องมีการพิสูจน์ความผิดทางอาญาของผู้กระทําความผิดเสียก่อน แต่ในทางปฏิบัติ มักจะมีการดําเนินคดีโดยมุ่งหมายให้มีการบังคับโทษจํากัดสิทธิทางการเมืองนี้เป็นหลัก ส่วนการลงโทษทางอาญาเป็นเรื่องรอง ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดที่ต้องการจะ “ตัดโอกาสคนที่ไม่โปร่งใส” มิให้เข้าไปใช้อํานาจรัฐได้นั่นเอง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความผิดเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นบทลงโทษเพื่อสร้างสภาพบังคับให้ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน โดยถือเป็นหน้าที่สําคัญ หากไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็จะมีความผิดทันทีแม้จะยังมิได้กระทําการทุจริตใดก็ตาม

จากความแตกต่างระหว่าง คดีเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กับ คดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริต ดังที่กล่าวมา จึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินจึงต้องมีความเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายแต่ละเรื่อง

ส่วนผู้ปฏิบัติงานคดีแต่ละประเภท ย่อมต้องบังคับใช้กฎหมายในคดีให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายในแต่ละเรื่อง เช่นเดียวกัน

ดังนั้น อาจพอสรุปได้ว่า กรณีของ “ธนาธร” กับ “ศักดิ์สยาม” มีความคล้ายกันในเรื่องถูกตัดสิทธิทางการเมือง ในเรื่องคุณสมบัติ

แต่ กรณี “ธนาธร” อัยการให้ความเห็นชัดเจนการมีความเห็น “สั่งไม่ฟ้องในคดีอาญา” โดยใช้พยานหลักฐานการโอนหุ้นตามกฎหมายแพ่งมาชั่งน้ำหนัก

แตกต่างจากกรณี “ศักดิ์สยาม” ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติ “ยกคำร้อง” กรณี “จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ” ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ชี้ชัดหลักฐานเชิงประจักษ์เอาไว้หลายข้อ และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงใด ๆ จาก ป.ป.ช.ออกมา เพื่อให้ความกระจ่างแก่สังคม

………………..

คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img