ภายหลังจาก “พลพีร์ สุวรรณฉวี” รมช.มหาดไทย ประกาศตรวจสอบ “ธุรกิจนอมินี” ตามแหล่งท่องเที่ยวของไทย อย่างจริงจัง เพราะ “บริษัทหัวทองเหล่านี้” มาสูบทรัพยากร หาผลประโยชน์จากประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการที่มี “กลุ่มนักบวชยิว แปลงสัญชาติ” และ เปิดบริษัททำธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ อย่างเกาะพะงัน เกาะสมุย ภูเก็ต
หนึ่งในธุรกิจใหญ่เครือข่าย “โจเซฟ” แรบไบยิวที่ได้สัญชาติไทย และกำลังเดินหน้าสร้างโบสถ์ยิว หรือ “ชาบัด” ที่ใหญ่ที่สุด ใจกลางซอยสุขุมวิท 22 คือ บริษัทนำเที่ยว และ บริษัทอาหาร ที่กอบโกยรายได้จากทรัพยากรในประเทศไทย ปีละเป็นพันล้านบาท จากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล
หนึ่งในบริษัทนำเที่ยวที่สำคัญ คือ บริษัท “บีทีซี” ก่อตั้งเมื่อปลายปี 2563 ทำธุรกิจเป็นเอเย่นต์นำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหารของชาวอิสราเอล ที่ต้องรับประทานอาหารประเภท “คาชรุธ” โดยเฉพาะ จึงสร้างรายได้มหาศาลให้กับเครือข่ายธุรกิจของ “โจเซฟ”
บริษัทนำเที่ยว “บีทีซี” ปรากฎชื่อ “ลูกหลานของโจเซฟ” เป็นกรรมการบริษัท ชื่อว่านาย “เชม” ที่เป็นนักบวชยิว ได้สัญชาติไทยแล้วเช่นเดียวกัน
เมื่อตรวจสอบ โครงสร้างบริษัท “บีทีซี” พบว่า จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 63 ในตอนแรกแจ้งที่อยู่ เป็นการเช่าอาคารสำนักงานกลางซอยทองหล่อ ต่อมาได้ย้ายสำนักงานไปอยู่แถวสวนหลวง
ทีมข่าวจึงตรวจสอบรายได้ของบริษัทของนักบวชยิวสัญชาติไทย พบข้อมูลน่าสนใจดังนี้
-แจ้งรายได้รวม ปี 2564 เป็นจำนวนเงิน 50.2 ล้านบาท หักรายจ่ายเหลือกำไรสุทธิ 67,000 บาทเศษ ไม่มีการจ่ายภาษี
-รายได้ปี 2565 เพิ่มเป็น 601 ล้านบาท หักรายจ่ายเหลือกำไรสุทธิ 17.4 ล้านบาท จ่ายภาษีเงินได้ 4.4 ล้านบาท
-รายได้ปี 2566 เพิ่มเป็น 1,022 ล้านบาท หักรายจ่ายเหลือกำไรสุทธิ 20.9 ล้านบาท จ่ายภาษีเงินได้ 6.3 ล้านบาท
-รายได้ปี 2567 เพิ่มเป็น 1,326 ล้านบาท หักรายจ่ายเหลือกำไรสุทธิ 15.4 ล้านบาท จ่ายภาษีเงินได้ 5.5 ล้านบาท
-รายได้ปี 2568 เพิ่มเป็น 1,992 ล้านบาท หักรายจ่ายเหลือกำไรสุทธิ 44.2 ล้านบาท จ่ายภาษีเงินได้ 11.1 ล้านบาท
รวม ๆ แล้ว การทำธุรกิจนำเที่ยวเครือข่าย “โจเซฟ” แรบไบชาวอิสราเอล ที่ได้สัญชาติไทย บริษัทเดียว ตั้งแต่ปี 2564-2568 มีรายได้รวม 4,991.2 ล้านบาท จ่ายภาษีเข้าประเทศไทย รวม 27.3 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.5 เท่านั้น

ทีมข่าวเจาะลึกไปถึง โครงสร้างบริษัท “บีทีซี” นำเที่ยวของนักบวชยิว ที่ได้สัญชาติไทยกลุ่มนี้ พบสัดส่วนการลงทุนและการถือหุ้น ที่น่าสนใจคือ
-เป็นเงินลงทุนจากคนไทย 20.13 ล้านบาท ภายใต้ชื่อบริษัท “รีอุท” คิดเป็นสัดส่วนถือหุ้น 61%
-เป็นเงินลงทุนจากอิสราเอล 12.87 ล้านบาท ภายใต้ชื่อบุคคล คือ “นายซีออน” คิดเป็นสัดส่วนถือหุ้น 39%
รวมเป็นเงินลงทุน 33 ล้านบาท
ทีมข่าวตรวจสอบต่อไปว่า บริษัท “รีอุท” ที่ระบุว่า เป็นสัดส่วนการลงทุนจากคนไทย…เป็นใคร??? พบว่า บริษัทดังกล่าว จดทะเบียนจัดตั้งในปี 2566 หรือหลังเครือข่ายของ “โจเซฟ” ก่อตั้งบริษัทนำเที่ยว “บีทีซี”
มีทุนจดทะเบียนบริษัท 2 ล้านบาท ระบุวัตถุประสงค์ ประกอบกิจการลงทุน ในด้านโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ปรากฎชื่อ กรรมการบริษัท คือ “นายชาด็อค” ชาวอิสราเอล
เมื่อตรวจสอบ ผู้ถือหุ้น บริษัท “รีอุท” ปรากฎชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ “นายเชม” ลูกหลานของ “โจเซฟ” ถือหุ้นในสัดส่วน “คนไทย” 10,200 หุ้น เป็นจำนวนเงิน 1,020,000 บาท หรือคิดเป็น 51% ส่วน “นายชาด็อค” กรรมการบริษัทชาวอิสราเอล ถือหุ้น 9,800 หุ้น เป็นจำนวนเงิน 980,000 บาท คิดเป็น 49%
จากข้อมูลทั้งหมด สะท้อนให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจาก “เครือข่ายโจเซฟ” แรบไบยิวที่ได้สัญชาติไทย พร้อมลูกหลานอีกอย่างน้อย 8 คน ได้มาตั้งรกราก ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารของชาวยิวโดยเฉพาะ แบบครบวงจร
ปัญหาที่ทีมข่าวตรวจพบ ไม่ใช่เรื่องของการใช้ “นอมินี” แต่กลับมีความเหนือชั้นไปอีกขึ้น ด้วยการที่กลุ่มแรบไบที่ได้สัญชาติไทยกลุ่มนี้ เป็น “กลุ่มธุรกิจกลุ่มปิด” แบบครบวงจร ดึงเงินลงทุนจากกลุ่มทุนชาวอิสราเอลเข้ามาในประเทศไทย จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทสัญชาติไทยอย่างถูกกฎหมาย เพราะเครือข่ายพวกเขามีสิทธิ์เทียบเท่ากับคนไทยแล้ว
จะเห็นได้ว่า “เครือข่ายโจเซฟ” สามารถใช้ทรัพยากรด้านท่องเที่ยว อันประเมินมูลค่าไม่ได้ของประเทศไทย ดึงเม็ดเงินมหาศาลจากกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสราเอล เข้ามาในประเทศไทย แต่เม็ดเงินเหล่านี้วนอยู่ในกระเป๋าของกลุ่มชาวอิสราเอลเท่านั้น ไม่ได้เกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทย หรือชาวบ้านในพื้นที่ และเสียภาษีบำรุงประเทศในสัดส่วนไม่ถึง 5%
เรื่องดังกล่าว จึงมีความร้ายแรงมากกว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” มากนัก เพราะนี่คือการทำธุรกิจภายใต้สิทธิประโยชน์ของคนไทย เป็นการรุกคืบกลืนประเทศไทยในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ภาครัฐต้องตื่นตัวรู้เท่าทัน เพราะ “เครือข่ายนายโจเซฟ” รุกคืบจากแหล่งท่องเที่ยวทองคำของประเทศ เข้ามาขยายโบสถ์ยิว หรือ ชาบัดขนาดใหญ่ที่สุด ใจกลางกรุงเทพ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
……………………………………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram





















