หน้าแรกEXCLUSIVEอานิสงส์ราคาน้ำมันแพง“BAFS”เปิดคลัง ให้“บริการผู้ค้าสำรองน้ำมัน 3%”

อานิสงส์ราคาน้ำมันแพง“BAFS”เปิดคลัง ให้“บริการผู้ค้าสำรองน้ำมัน 3%”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่และจบลงอย่างไร แต่ทื่แน่ ๆ คือ ผลกระทบขยายวงกว้างไปทั่วโลกจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ทุกวิกฤติมีโอกาสเสมอ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานครบวงจร ทั้งระบบขนส่งน้ำมันอากาศยานผ่านท่อแรงดันสูง ระบบจัดเก็บน้ำมันอากาศยาน และระบบเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานภูมิภาคอีก 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสมุย สุโขทัย และตราด

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BAFS บอกว่า สงครามตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทฯต้องทบทวนแผนการลงทุนทั้งหมด จากเดิมตั้งเป้าหมายปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานไว้ที่กว่า 5,560 ล้านลิตร หรือเติบโต 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่วิกฤติราคาน้ำมันแบบนี้ และการเดินทางก็ลดลง ปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานน่าจะใกล้เคียงปี 2568 หรือ 5,300 ล้านลิตรหายไป 200 ล้านลิตรในปีนี้  

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจาก 3 กลุ่มสายการบิน ได้แก่ กลุ่มสายการบินอิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งบินไปไม่ได้ลดลงถึง 84% กลุ่มสอง สายการบินที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลาง อาทิ ดูไบและอาบูดาบี โดยหลายเที่ยวบินยกเลิก ทำให้ยอดเติมน้ำมันลดลง 77% กลุ่มสาม สายการบินที่บินข้ามตะวันออกกลาง ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น 6% เพราะต้องบินอ้อม

จากการประเมินพบว่าปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานเฉลี่ยจะหายไป 1-1.4 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งอาทิตย์ก่อนลดลงมากถึง 1.5 ล้านลิตรต่อวัน แต่สัปดาห์ต่อมาปรับตัวดีขึ้นลดลงเหลือ 1.2 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งนี้สถานการณ์การสู้รบครั้งนี้คาดเดาได้ยากว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน แต่ระยะสั้นๆนี้รายได้จะหายไปประมาณ 20 ล้านบาทต่อเดือน

นอกจากกระทบธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่าง BAFS แล้ว การเดินทางที่ลดลงยังมาจากราคาตั๋วที่แพงขึ้นแบบก้าวกระโดดด้วย คาดว่าจะเริ่มมีผลในเดือนเม.ย.69 เป็นต้นไป เนื่องจากราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet) เพิ่มขึ้น 160% จาก 90 ดอลลาร์เป็น 120 ดอลลาร์ เป็นเพราะราคาตั๋วมาจากต้นทุนน้ำมัน 30-40%

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤติย่อมมีโอกาส “ม.ล.ณัฐสิทธิ์” บอกว่า ผลจากการที่กระทรวงพลังงานกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมัน ต้องเพิ่มปริมาณสำรองจาก 1% เป็น 1.5% ในเดือนมี.ค.นี้ และเพิ่มเป็น 3% ภายในเดือนเม.ย. โดยยังไม่ได้กำหนดว่า ต้องสำรองเพิ่มนานแค่ไหน ทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องหาคลังน้ำมันเพื่อสำรองน้ำมันเพิ่ม ซึ่งขณะนี้มีผู้ค้าหลายรายจะเข้ามาใช้คลังน้ำมันของ BAFS เพื่อสำรองเพิ่ม ซึ่งเรามีคลังน้ำมัน ที่ยังมีพื้นที่จัดเก็บเหลืออยู่ ทั้งคลังน้ำมันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีศักยภาพการเก็บอยู่ 115.8 ล้านลิตร, คลังน้ำมันท่าอากาศยานดอนเมือง เก็บได้ 71 ล้านลิตร, คลังน้ำมันพิจิตร 71 ล้านลิตร และคลังน้ำมันลำปาง 56 ล้านลิตร

ส่วนธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ “ม.ล.ณัฐสิทธิ์” คาดว่า จะได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันแพง ทำให้มีการใช้บริการขนส่งน้ำมันผ่านท่อมากขึ้น เพราะการขนส่งน้ำมันด้วยรถบรรทุกมีต้นทุนสูงขึ้นหากเป็นกรณีที่รัฐไม่สามารถตรึงราคาดีเซลต่อไปได้ก็จะทำให้การขนส่งน้ำมันทางท่อมีต้นทุนที่ถูกกว่า คาดว่าปริมาณการส่งน้ำมันผ่านท่อปีนี้จะเติบโตขึ้น 11% จากปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 1,500 ล้านลิตร

ส่วนในระยะยาวมีการขยายโครงข่ายท่อส่งน้ำมัน จากโครงการส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (อ่างทอง-สระบุรี) ช่วยเชื่อมโรงกลั่นในภาคตะวันออกได้ อาทิ โรงกลั่นไทยออยล์ โรงกลั่นบางจาก ศรีราชา เป็นต้น เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 จะมีปริมาณการส่งน้ำมันทางท่อเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2,400 ล้านลิตร ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 60% เนื่องจากโรงกลั่นของไทยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ปัจจุบันมีความคืบหน้าการก่อสร้าง 70% ซึ่งเร็วกว่าแผน

อีกโอกาสที่มากับน้ำมันแพงต่อเนื่องมาถึงค่าไฟฟ้าแพง คือ พลังงานหมุนเวียน “ม.ล.ณัฐสิทธิ์” เห็นสัญญาณบวกมาแล้ว คาดว่าจะมีประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ประกอบกับรัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนด้วยการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 2 แสนบาทด้วย ซึ่งเรามี บริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (BC) ที่กำลังขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการโซลาร์ชุมชนที่ดำเนินการโดยกระทรวงพลังงานที่คาดว่าจะประกาศภายในเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งเราถือว่าได้เปรียบในเรื่องที่ดิน ซึ่งได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว

ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว บริษัท บาฟส์ คลีนฯ มีโครงการพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในพอร์ทอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงไฟฟ้าขยะชุมชน จ.สุราษฎร์ธานี กำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ มูลค่ากว่า 2,300 ล้านบาท ที่จะดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปี 2570 ปัจจุบันธุรกิจไฟฟ้ามีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 56 เมกะวัตต์ สิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 60 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ด้านธุรกิจผลิตและประกอบรถเติมน้ำมันอากาศยาน ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท บาฟส์ อินเทค จำกัด (BAFS INTECH) มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยขณะนี้มีกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในตลาด CLMV เนื่องจาก BAFS สามารถผลิตรถได้เหมาะกับสรีระคนเอเชีย จึงได้รับความนิยม ในปีนี้ BAFS INTECH มีกำหนดส่งมอบรถเติมน้ำมันและรถบริการในท่าอากาศยานให้กับลูกค้าอีกจำนวน 11 คัน รวมมูลค่ากว่า 137.3 ล้านบาท ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา BAFS INTECH ได้ลงนามสัญญาผลิตรถให้บริการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันและทำความสะอาดหลุมเติมน้ำมันอากาศยาน ของท่าอากาศยาน Noi Bai International Airport ที่เวียดนาม โดยในปี 2568 เราส่งออกรถไปรวม 15 คัน นอกจากนี้ BAFS ยังสนับสนุนภารกิจความมั่นคงของประเทศด้วย จากนวัตกรรมของเราที่พัฒนารถน้ำมันสำหรับเติมรถถังให้กับกองทัพ สามารถเพิ่มสปีดการเติมได้ 200 ลิตรภายใน 1 นาที

สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีนี้ตั้งงบไว้ที่ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ใช้สำหรับโครงการส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (อ่างทอง-สระบุรี) จำนวน 1,500 ล้านบาท และโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 2,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ราคาน้ำมันแพงที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันองค์กรธุรกิจก็ต้องรักษาระดับการเติบโตด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรต้องเดินไปคู่กัน “ม.ล.ณัฐสิทธิ์” เล่าว่า ได้วางแนวทางการลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้เป็นขั้นบันไดตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น สเต็ปแรกลดค่าใช้จ่ายลง 10-15% ผ่านมาตรการลดการสันทนาการ การทำงานที่บ้าน (WFH) สเต็ปที่สองลดค่าใช้จ่ายลง 15-20% รัดเข็มขัดเพิ่ม เช่น ชะลอการลงทุนเท่าที่ทำได้ และลดสวัสดิการบางอย่าง และสเต็ปที่สามลดค่าใช้จ่ายลงมากกว่า 20% โดยจะนำช่วงเกิดโควิดมาปัดฝุ่น เช่น ลดเงินเดือนผู้บริหาร ลดหลั่นกันไปโดยจะไม่ให้กระทบกับพนักงานทั่วไป

เมื่อมองไปข้างหน้ามีความเสี่ยงและโอกาสมาพร้อมกัน ดังนั้นเพื่อกระจายความเสี่ยง และขยายธุรกิจใหม่ๆ BAFS จะปรับสัดส่วนรายได้จากธุรกิจให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานอย่างครบวงจร (AV) สัดส่วน 80% และการขนส่งน้ำมันทางท่อ 20% มาเป็นธุรกิจหลัก 60% และธุรกิจเสริมอื่นๆ 40%  อาทิ โครงการโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์ชุมชน โรงไฟฟ้าขยะ เป็นต้น ซึ่งเป้าหมายนี้จะทำให้ได้ภายในปี 2572

……………..

รายงานพิเศษ : ศรัญญา ทองทับ

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img