ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์“อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า จับตาประธานเฟดคนใหม่ อาจไม่ได้สนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.55 บาทต่อดอลลาร์“อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.43 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up และมีจังหวะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.31-31.62 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะการปรับฐานเป็นระยะๆ ของราคาทองคำ ตอบรับข่าวประธานาธิบดี Donald Trump เลือก Kevin Warsh เป็นประธาน FED คนใหม่ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดประเมินว่า Kevin Warsh อาจไม่ได้สนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย โดยเฉพาะในส่วนของการทำ Quantitative Easing (QE) มากเท่ากับผู้สมัครท่านอื่นๆ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ อีกทั้ง ราคาทองคำก็รีบาวด์สูงขึ้นบ้าง หลังปรับฐานหนัก เกินสถิติค่าเฉลี่ยของการปรับฐาน -10% (ประเมินจากช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” เกินเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน เกิน +30%) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลง หลังราคาทองคำปรับฐานหนัก ส่วนเงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้น หลัง Kevin Warsh ได้รับเลือกจากประธานาธิบดี Donald Trump เป็นประธาน FED คนใหม่
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ พร้อมรอติดตาม ผลการประชุม BOE และ ECB รวมถึง สถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และรายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่าง หุ้นเทคฯ ใหญ่ (Alphabet และ Amazon)
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) และยอดการประกาศเลิกจ้างงาน (Challenger Job Cuts) เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนมกราคม โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน เช่น หุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet และ Amazon ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดจะคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งติดตาสถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังเกิดภาวะ Government Shutdown อีกครั้ง ทว่าบรรดาผู้เล่นในตลาดพนัน (Polymarket) ประเมินว่า ภาวะดังกล่าวอาจไม่เกิน 5 วัน ต่างจากที่เกิดขึ้นในครั้งก่อน
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเลือกที่จะ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี เราคงประเมินว่า BOE มีโอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ สู่ระดับ 3.25% ก่อนที่จะจบการลดดอกเบี้ย ตามการทยอยชะลอตัวลงของทั้งตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษ ทว่า ECB จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.00% ตามเดิม ยกเว้น เศรษฐกิจยูโรโซนจะชะลอตัวลงหนัก แย่กว่าคาด ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยผลการเลือกตั้งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินญี่ปุ่น ทั้งในส่วนของตลาดบอนด์และค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้พอควร ซึ่งต้องจับตาว่า พรรค LDP ของนายกฯ Sanae Takaichi และพันธมิตรจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากได้สำเร็จหรือไม่ ส่วนทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (RatingDog Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนมกราคม ที่จะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง เป็นสำคัญ ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจกลับมา “ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” 25bps สู่ระดับ 3.85% ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง นับตั้งแต่กลางปี 2025 ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานยังคงขยายตัวได้ดีกว่าที่ตลาดและ RBA ประเมิน ขณะที่ ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% เพื่อรอประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากการทยอยลดดอกเบี้ย 125bps ในปีก่อนหน้า อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินรูปี (INR) ได้ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนเป็นอีกปัจจัยที่ RBI ต้องคอยจับตาและเข้าดูแลอย่างใกล้ชิด
▪ ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการลงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยอาจทยอยทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ในช่วงดึกของคืนวันเลือกตั้ง ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรม ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือนมกราคม พร้อมรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) และอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคม
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท แม้ว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) จะมีกำลังมากขึ้น หลังเงินบาททยอยอ่อนค่าลง ตามการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์และจังหวะพักฐานของราคาทองคำ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจชะลอลงได้ หลังผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง ตามการปรับเลื่อนจังหวะการลดดอกเบี้ยของ FED ให้เร็วขึ้น (หลังผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ส่วนราคาทองคำนั้น ได้ปรับตัวลงลึกว่าค่าเฉลี่ย -10% สะท้อนความเสี่ยงการปรับตัวลงต่อที่เริ่มจำกัด และเปิดโอกาสให้ ราคาทองคำสามารถมีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง และที่สำคัญ เราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น ผลการเลือกตั้งของไทย โดยจากสถิติในอดีต เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อราว 2%-3% ในช่วง 1 เดือน หลังการเลือกตั้ง ก่อนที่จะพลิกอ่อนค่าลง พร้อมความผันผวนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากนั้น ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมืองไทย
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00-32.10 บาทต่อดอลลาร์
เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงอ่อนค่าลง หากข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่าความเสี่ยง Two-way risk ของเงินดอลลาร์ยังอยู่
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-32.00 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.40-31.65 บาท/ดอลลาร์




















