ในวันที่ทองคำในประเทศ ปรับตัวขึ้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จน ทะลุ 8 หมื่นบาท ไปแล้วรอบหนึ่ง การป้องกันคนร้าย ที่จ้องลักวิ่งชิงปล้น ทรัพย์สินมูลค่าสูงอย่าง “ทองคำ” จึงกลายเป็นภาระหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ล่าสุด ได้มี “จอมโจรหมวกฟาง” บุกเดี่ยวใช้อาวุธปืนปลอม จี้ชิงทองคำ จากห้างทองออโรร่า ในโลตัสอ่อนนุช เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา กวาดทรัพย์สิน เป็นทองรูปพรรณ น้ำหนัก 198 บาท และ เงินสด 1.7 แสนบาท คิดเป็นมูลค่าคร่าว ๆ คนร้ายได้ทรัพย์สินไป ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท
ฝ่ายสืบสวนตำรวจนครบาล คุมทีมโดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้ระดมกำลังนักสืบมือดีจากหลาย ๆ หน่วยงาน มาร่วมกันคลี่คลายคดีดังกล่าว แต่เมื่อพบหลักฐาน แผนประทุษกรรมคนร้าย พบว่า มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี และ อาจเป็นคนร้ายรายเดียว กับที่ก่อเหตุในปี 2562

โดยก่อนเกิดเหตุ บุกเดี่ยวชิงทองในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2568 คนร้ายได้ขโมยรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ จากวัดสระเกศ จากนั้น มีการพ่นสีรถจักรยานยนต์ จากสีแดงน้ำตาล เป็นสีเทาแดง เพื่ออำพรางการสืบสวนจับกุม ซึ่งพฤติกรรมนี้ ตรงกับคนร้ายชิงทองคำในปี 2562
ส่วนในวันลงมือก่อเหตุ วันที่ 30 ม.ค.2569 คนร้ายพรางตัวให้คล้ายผู้หญิง สวมหมวกทรงกลม ลักษณะคล้ายหมวกฟาง แต่งกายมิดชิดด้วยเสื้อผ้าสีดำ สะพายกระเป๋าถุงผ้า ได้ลอดประตูบานเลื่อนเหล็กของร้านทองเข้ามา จังหวะที่พนักงานหญิงกำลังเก็บของ
คนร้ายได้ใช้ปืนอัดลมยิงเป้างานวัด ขู่ชิงทรัพย์ กวาดเอาทองคำ น้ำหนัก 198 บาท เงินสด 1.7 แสนบาท อย่างใจเย็น ก่อนขี่รถจักยานยนต์ที่ลักมาจากวัดสระเกศ หลบหนีไปทางพัฒนาการ
พฤติกรรมอำพรางตัวนี้ คล้ายกับคนร้ายที่แต่งกายเป็นหญิง ชิงทองคำในปี 2562 เช่นกัน ในครั้งนั้น ฝ่ายสืบสวนมีการตั้งฉายาคนร้ายว่า “แจ๊กกี้” จากพฤติกรรมอำพรางตัวด้วยการสวมวิก นอกจากนี้ ยังแกล้งเป็นคนสติไม่สมประกอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดจากับพยานในคดี
ย้อนมาดูเส้นทางหลบหนีในคดีล่าสุด พบว่าคนร้ายได้ขี่รถ จยย.ไปตามสะพานทางเดินเลียบคลองประเวศบุรีรมย์ มุ่งหน้าไปทางซอยอ่อนนุช 55/1 จากนั้น โยนวัตถุบางอย่างลงไปภายในคลอง ต่อมา พบว่าเป็นปืนปลอมที่ใช้ก่อเหตุ
จากนั้น คนร้ายได้ดันรถจักรยานยนต์ทิ้งลงน้ำ แล้วลอยคอไปตามคลอง เพื่อหลบหนีกล้องวงจรปิด จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมทั้งหมดนี้ คนร้ายได้วางแผนก่อเหตุมาอย่างดี มีการสำรวจเส้นทางหลบหนี เพื่อไม่ให้ตำรวจตามตัวได้ง่าย ๆ

ในภาวะที่ทองคำมีราคาสูงขึ้นรายวัน จน ล่อตาล่อใจโจร ให้บุกไปชิงทรัพย์ร้านทอง แม้จะมีกระแสข่าวว่า ทางตำรวจจะได้ประสานงานกับกรมการประกันภัย ในการ ปรับเบี้ยประกันร้านทอง ราว ๆ 100 สาขา ที่ไม่ยอมจ้างเจ้าหน้าที่มาตรวจตรา โดยจะขอให้เพิ่มเบี้ยประกันภัยร้านทองเหล่านี้ ให้มีราคาสูงขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน ร้านทองบางแห่ง ก็มองว่าการจ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือมี รปภ.ประจำร้าน อาจทำให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นมาได้ เช่น คนร้ายอาจตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ก่อนจะชิงทรัพย์ ดังนั้น จึงเลี่ยงการจ้าง รปภ.ประจำร้านทอง
สุดท้ายแล้ว ภาระหนัก คงไม่พ้นการวางกำลังตรวจตราของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่คงปฏิเสธหน้าที่ ความรับผิดชอบ ในการป้องกันปราบปรามให้พ้นตัว ไปไม่ได้
………………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















