‘อนุทิน’สั่งขยายผลคลังแสง‘หมิงเฉิน ซัน’ ย้ำใครเกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


นายกฯ ย้ำใครเกี่ยวข้องคลังแสงอาวุธสงครามและเครือข่ายผิดกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด พร้อมมั่นใจตำรวจไทยขยายผลถึงต้นตอได้แน่นอน ยืนยันประชาชน-นักท่องเที่ยวยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 12 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณี นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนวัย 31 ปี ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำในพื้นที่ จ.ชลบุรี ก่อนนำไปสู่การขยายผลทลายคลังแสงอาวุธสงครามจำนวนมาก โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดบ้าง หากพบว่าใครมีส่วนร่วมในการกระทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่ผู้ต้องหาอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาหลายปี อาจรู้จักผู้คนจำนวนมากเป็นเรื่องปกติ แต่ขอเตือนว่าอย่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับการกระทำผิดกฎหมาย ส่วนจะเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรืออยู่ในระดับใดนั้น เป็นรายละเอียดในสำนวนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการ

สำหรับกรณีที่ทางกัมพูชาประสานข้อมูลว่าผู้ต้องหาอาจเชื่อมโยงกับกลุ่ม B-S-Q หรือไม่นั้น นายอนุทิน ระบุว่า เจ้าหน้าที่จะยึดตามพยานหลักฐานและข้อมูลจากการสอบสวนเป็นหลัก ทั้งจากตัวผู้ต้องหาและพยานแวดล้อม โดยได้รับรายงานจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องว่าสามารถขยายผลได้อีกมาก พร้อมย้ำว่า หากพาดพิงถึงใครก็ต้องดำเนินคดีทั้งหมด

ส่วนประเด็นอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดที่ตรวจพบนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ถือเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหว แต่ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมั่นใจว่าสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพราะเป้าหมายของผู้ต้องหารายนี้เป็นเป้าหมายเฉพาะ ไม่ใช่ลักษณะของผู้ก่อการร้ายที่มุ่งทำร้ายประชาชนทั่วไป โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวและขยายผลไปยังภรรยา รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว และเชื่อมั่นว่าตำรวจไทยมีศักยภาพสาวไปถึงต้นตอได้แน่นอน

เมื่อถูกถามว่าลักษณะของผู้ต้องหาเข้าข่าย “ทหารรับจ้าง” หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ดูเป็นคนธรรมดาทั่วไป และหวังว่าจะไม่มีนักการเมืองคนใดเข้าไปให้การสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะไม่มีใครสามารถวิ่งเต้นกับตนได้

พร้อมยืนยันว่า การพบระเบิด C4 และอาวุธปืนจำนวนมาก ไม่ใช่ความบกพร่องของมาตรการภาครัฐ แต่เป็นการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย เนื่องจากบุคคลทั่วไปไม่สามารถครอบครองอาวุธดังกล่าวได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่มีความเข้มงวดและมั่นใจในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตนมีนโยบายไม่ต่อใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน และเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ยังคงใช้นโยบายเดิมต่อไป โดยใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนที่เคยได้รับอนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ จะทยอยหมดอายุภายในเดือนกันยายนนี้ทั้งหมด หลังจากนั้น หากผู้ใดพกพาอาวุธโดยไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ จะถือว่ามีความผิดและมีโทษรุนแรงตามกฎหมาย

ส่วนกรณี “อีดีการ์ด” (ED Card) และกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาก่อความเดือดร้อนในประเทศ นายอนุทิน กล่าวว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย คือการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุน แต่ยอมรับว่าอาจมีบางกลุ่มอาศัยช่องโหว่เข้ามากระทำผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในคดียาเสพติดและเครือข่ายสแกมเมอร์

พร้อมระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติบุคคลมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการให้สัญชาติไทย ซึ่งในช่วงหลังแทบไม่มีการอนุมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดใช้ประเทศไทยเป็นฐานดำเนินการผิดกฎหมาย และไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศโดยรวม

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img