“นฤชา” อธิบดีกรมการปกครอง แจงแนวทางเนรเทศชาวต่างชาติ ย้ำผู้มีพฤติกรรมกระทบความสงบเรียบร้อยต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ชี้มาตรการเนรเทศเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือ ไม่ใช่มาตรการสูงสุด พร้อมแจงปมสุสานชาวยิวฉะเชิงเทรา ต้องตรวจสอบใบอนุญาตและหลักเกณฑ์ปัจจุบัน
เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 9 กันยายน ที่รัฐสภา นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเนรเทศชาวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย โดยระบุว่า หากบุคคลใดมีพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม กระทบต่อความเป็นอยู่หรือความสงบสุขของประชาชน ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อถามว่าปัจจุบันมีชาวต่างชาติจำนวนมากหรือไม่ที่เข้ามาสร้างความวุ่นวายในประเทศ นายนฤชากล่าวว่า จากรายงานที่ได้รับยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ส่วนกรณีที่เป็นข่าวนั้นสังคมรับทราบกันอยู่แล้วว่ามีพฤติกรรมอย่างไร ขณะที่ชาวต่างชาติรายอื่นยังไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนกรณีชาวอิสราเอลที่เข้ามาในประเทศไทยและถูกจับตามองว่าอาจเป็นปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วงหรือไม่นั้น นายนฤชากล่าวว่า ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี เพราะชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยอย่างสงบสุขมีเป็นจำนวนมาก
“เราต้องดูในภาพรวม เห็นอยู่กันปกติดี เพียงแต่ในช่วงที่เขาทำกิจกรรม ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า กิจกรรมเหล่านี้จะมีรูปแบบการแสดงออกอย่างไร หากไม่สร้างความเข้าใจกับสังคมจะทำให้เกิดปัญหาได้” นายนฤชากล่าว
พร้อมระบุว่า หากชาวต่างชาติต้องการจัดกิจกรรม ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ว่าเป็นกิจกรรมอะไร และมีรูปแบบการดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา
นายนฤชายังกล่าวถึงกระแสความตื่นตัวของประชาชนต่อกิจกรรมของชาวต่างชาติว่า อาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงที่มีข่าวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เมื่อมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ประชาชนจึงให้ความสนใจมากขึ้น แต่ในมุมมองของตน การจัดกิจกรรมของชาวต่างชาติถือเป็นเรื่องปกติ และหลายคนไม่ได้เพิ่งเดินทางเข้าประเทศ บางรายเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานแล้ว
สำหรับ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 นายนฤชากล่าวว่า เห็นว่าเป็นมาตรการที่มีความชัดเจน และสามารถนำมาใช้ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อถามว่ามาตรการเนรเทศถือเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดแล้วหรือไม่ นายนฤชากล่าวว่า ยังมีกฎหมายและมาตรการที่มีความรุนแรงกว่านี้อีกมาก การเนรเทศจึงเป็นเพียงมาตรการหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อรักษาความสงบสุขของสังคม
ส่วนกรณีชาวยิวเข้ามาสร้างสุสานใน จ.ฉะเชิงเทรา นายนฤชากล่าวว่า เดิมมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 และดำเนินการกันมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันใบอนุญาตหมดอายุแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรามอบหมายเจ้าหน้าที่นำเอกสารไปยังสุสาน แต่ไม่พบเจ้าของที่ดิน และกระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการอย่างไร นายนฤชากล่าวว่า เรื่องการอนุญาตต้องย้อนกลับไปพิจารณาว่า ผู้ใดเป็นผู้อนุญาตในครั้งแรก หากอยู่ในเขตเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล ก็เป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่วนกรณีที่ จ.ฉะเชิงเทรา จำเป็นต้องติดตามหาเจ้าของพื้นที่ให้พบ โดยเอกสารราชการมีวิธีการแจ้งตามขั้นตอน แม้เจ้าตัวจะไม่ยอมรับเอกสารก็ตาม และสามารถดำเนินการออกหมายตามกระบวนการได้
สำหรับคดีที่ จ.ฉะเชิงเทรา ขณะนี้เจ้าของพื้นที่ใช้สิทธิทางศาล หลังจากทางราชการไม่รับอุทธรณ์เพื่อให้ใช้พื้นที่ต่อไป เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับในปัจจุบัน
นายนฤชากล่าวว่า การพิจารณาต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า การอนุญาตในอดีตอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ใด ขณะที่หลักเกณฑ์ปัจจุบันมีทั้งเรื่องสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และความถูกต้องในการจัดการพื้นที่ ซึ่งต้องนำมาประกอบการพิจารณาทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ต่อใบอนุญาต ทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้หลักเกณฑ์ปัจจุบัน พร้อมย้ำว่า หากสิ่งที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้พบว่าผิด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการแก้ไขตามกฎหมาย



















