‘โสภณ’แจงปมเลื่อนซักฟอก18รัฐมนตรี ยันรัฐบาลพร้อมแต่ฝ่ายค้านขอเลื่อนเอง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ประธานสภาฯ โต้ข้อครหายื้ออภิปรายไม่ไว้วางใจจนรอ 60 วัน ชี้รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบตั้งแต่ 27-29 ต.ค. แต่ฝ่ายค้านแจ้งไม่พร้อม ก่อนเจรจาเคาะวันใหม่ 7-10 ธ.ค. พร้อมทักท้วงกรอบเวลาอภิปรายที่ขยายเป็น 72 ชั่วโมง

วันที่ 31 ต.ค. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ต้องรอเวลานานถึง 60 วันนับตั้งแต่ยื่นญัตติ โดยยืนยันว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามที่มีการกล่าวหา

นายโสภณชี้แจงว่า ในการเจรจากำหนดกรอบเวลาอภิปราย ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ที่ 4 วัน บวกอีก 1 วัน โดยฝ่ายรัฐบาลมีความพร้อมตั้งแต่ช่วงวันที่ 27-29 ต.ค.ที่ผ่านมาแล้ว แต่ฝ่ายฝ่ายค้านแจ้งว่ายังไม่พร้อม และขอเลื่อนการอภิปรายไปเป็นช่วงเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค. ภายในสมัยประชุมนี้

ต่อมาเมื่อตนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เจรจา จึงได้ข้อสรุปกำหนดวันอภิปรายเป็นวันที่ 7-10 ธ.ค. ตามที่ปรากฏเป็นข่าว โดยยังคงใช้กรอบเวลาอภิปราย 4 วันเช่นเดิม

นายโสภณกล่าวว่า การกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายยื้อเวลา ไม่ยอมให้มีการอภิปราย และปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อออกไปนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะรัฐบาลพร้อมตอบข้อซักถามมาตั้งแต่เดือน ต.ค.แล้ว แต่ติดขัดเรื่องกำหนดภารกิจ จึงอยากให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจข้อมูลให้ตรงกัน

“จะไปบอกว่ามีรัฐบาลชุดเดียวที่ยื้อแล้วไม่อภิปราย ทอดเวลาให้มันยาวนานนั้น ไม่ใช่ความจริง รัฐบาลเขาพร้อมตอบตั้งแต่เดือนนั้นแล้ว แต่ติดเรื่องภารกิจงาน อยากให้ทำความเข้าใจกันใหม่ เพราะการพูดโดยไม่อยู่บนข้อเท็จจริงมีแต่จะทำให้ประชาชนสับสน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติผมพูดตามตรงและตรงไปตรงมา ไม่ได้เข้าข้างใครทั้งสิ้น”

ส่วนข้อตกลงเกี่ยวกับกรอบเวลาการประชุม นายโสภณระบุว่า เดิมตกลงกันว่าจะเริ่มอภิปรายตั้งแต่เวลา 09.00 น. และสิ้นสุดเวลาเที่ยงคืน แต่ล่าสุดมีการเสนอขยายเวลาเพิ่มเป็น 72 ชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมอีกราว 12 ชั่วโมง ซึ่งตนมองว่าเริ่มไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่หารือกันไว้ตั้งแต่ต้น

นายโสภณยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติว่า ทั้งสองฝ่ายไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่หากสังคมหรือทุกฝ่ายตั้งธงให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคู่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ก็จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น

พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ต้องการเห็นคือความร่วมมือที่แท้จริง ไม่ใช่การตกลงประนีประนอมเพื่อปิดบังข้อเท็จจริง แต่เป็นการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง และไม่ควรปล่อยให้เวทีอภิปรายกลายเป็นเพียงพื้นที่กล่าวโจมตีกันไปมาโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

“ผมอยากเห็นความร่วมมือที่แท้จริง ซึ่งความร่วมมือที่ว่านี้ไม่ใช่การ ‘ซูเอี๋ย’ กัน แต่เป็นการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง และเวทีนี้ต้องไม่ใช่เวทีหลอกด่ากันไปมาอย่างที่ผมพูดบ่อย ๆ เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้แก่ฝ่ายใดเลย” นายโสภณกล่าว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img