“อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืนประชาธิปัตย์ ร่วมรัฐบาลต้องโปร่งใส ไร้ทุนเทา ไม่สร้างความแตกแยก พร้อมชูนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้าดันจีดีพีโต 5% ภายใน 4 ปี
เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ตลาดบองมาเช่ เขตจตุจักร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เราพูดชัดเจนแล้ว ช่วงนี้เราเดินหน้าขอการสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์มีเสียงมากพอ เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลที่ตั้งขึ้นจะเป็นรัฐบาลที่สุจริต ไม่มีปัญหาเรื่องทุนเทา และเป็นรัฐบาลที่ไม่สร้างความแตกแยก ขณะที่ตนมีความชัดเจนแล้วว่าเงื่อนไขของการร่วมรัฐบาล คือไม่มีเรื่องเทา และไม่มีเรื่องการสร้างความแตกแยก
เมื่อถามว่าแสดงว่าพร้อมจับมือกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนพูดชัดเจนแล้วว่า เงื่อนไขการร่วมรัฐบาลต้องไม่มี 3 เรื่องดังกล่าว เมื่อถามย้ำว่าไม่ปิดทางในการจับมือกับพรรคเหล่านี้ใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องไปถามพรรคเหล่านั้นว่าเขามีปัญหาเรื่องนั้นหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายเติมเงินเดือนละ 3,000 บาท ให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน มองว่าเป็นประชานิยมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้นโยบายต่างๆ มีความหลากหลายกันไป ซึ่งต้องมีการแยกแยะ โดยนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นแบบหนึ่ง ซึ่งมีหลายรูปแบบที่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสานต่อหรือสนับสนุนตามความเหมาะสมของสถานการณ์ แต่เราเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจไทยจะหวังพึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ มิฉะนั้นจะเกิดข้อจำกัด ถ้าไม่ทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างแท้จริง ส่วนการดูแลผู้มีรายได้น้อยนั้น จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป ปัจจุบันเรามีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว แต่พรรคเรามีนโยบายเรื่องการประกันรายได้เกษตรกร หรือประกันรายได้ของแรงงาน ซึ่งหมายความว่าคนทำงานจะได้มีหลักประกันว่าจะอยู่ได้ สามารถเผชิญกับค่าครองชีพขั้นพื้นฐานได้
เมื่อถามถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศประมาณการว่าจีดีพีของไทยอาจลดต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ประชาธิปัตย์มีโอกาสได้ร่วมรัฐบาลหรือเป็นแกนนำ จะแก้ไขอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรากำหนดเป้าหมายไว้ว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล จีดีพีจะต้องกลับไปโตที่ร้อยละ 5 ได้ ภายใน 4 ปี อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาคงไม่ใช่อยู่ที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ที่จะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ ซึ่งประเทศเรามีอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายอยู่หลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาด ซึ่งเครื่องมือที่เราจะใช้นั้น มีทั้งการปรับรื้อกฎหมาย การเพิ่มทักษะ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งถ้าเศรษฐกิจสามารถเติบโตขึ้นได้ ไม่ใช่แค่รายได้ประชาชนจะดีขึ้น แต่จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นในการนำไปดูแลเรื่องสวัสดิการของประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่างานวันเด็กในปีนี้ มีการสร้างกระแสเรื่องรักชาติ ซึ่งหลายพรรคนำกระแสนี้ไปใช้ในการหาเสียงด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้น ทุกคนต้องการที่จะแสดงออกว่าเราอยากจะปกป้องประเทศของเรา และตนเชื่อว่าเด็กๆ ดูจากข่าว ก็มีความรู้สึกว่านี่เป็นประเทศของเขา อนาคตของเขาก็อยู่ที่นี่ เขาจึงต้องการจะมีส่วนร่วม แต่เราก็ต้องให้ความรู้กับทุกคนว่าเรื่องการปกป้องอธิปไตยเป็นสิ่งที่เราต้องทำอย่างแน่นอน แต่ในวันข้างหน้าต้องคิดถึงเรื่องการอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะที่นักการเมืองและคนที่เป็นผู้นำจึงต้องระมัดระวัง อย่าไปเติมเชื้อความขัดแย้ง ซึ่งหมายความว่าเราสามารถเข้มแข็งได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปเติมเชื้อความขัดแย้ง
เมื่อถามว่าหลังจากพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบาย 27 ข้อแล้ว พบว่าประชาชนพอใจข้อไหนมากที่สุด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แล้วแต่กลุ่ม ทั้งนี้ นโยบายเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงวัยและการดูแลผู้สูงวัยนั้น จะได้รับการตอบรับดีมากจากผู้สูงวัยและผู้ที่เป็นลูกหลานซึ่งมีหน้าที่ดูแลคนเหล่านี้
เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงเด็กและเยาวชน เนื่องในโอกาสวันเด็ก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อนาคตอยู่ที่เด็กๆทุกคน การที่เรามีวันเด็กนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่และสังคมให้ความสำคัญกับเด็ก ดังนั้นอยากให้เด็กๆทุกคนมีความหวัง และตั้งเป้าในชีวิตว่าอยากจะเป็นอะไร และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น



















