ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” ศาลสูงสุด (Supreme Court) ของสหรัฐฯ ยังไม่มีคำตัดสินในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA จับตาดัชนีภาคการผลิต-รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ บ้าง แต่เงินบาทก็ยังขาดปัจจัยกดดันเพิ่มเติมที่จะทำให้สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 31.41-31.51 บาทต่อดอลลาร์)
โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทก็สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนของทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำเช่นกัน แม้ว่ารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯส่วนใหญ่ ในช่วงคืนที่ผ่านมา จะออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ขยายตัว +0.6%m/m ทว่า ผู้เล่นในตลาดต่างคงมุมมองเดิมและมั่นใจว่า เฟดจะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงผิดหวังว่า ศาลสูงสุด (Supreme Court) ของสหรัฐฯ ยังไม่มีคำตัดสินในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA
ขณะที่ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ก็ยังพอช่วยพยุงราคาทองคำ (XAUUSD) ให้ทรงตัวเหนือโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็ถูกจำกัดโดยจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน เช่นเดียวกันกับเงินบาทที่ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องได้ยาก หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI / Semi conductor หลังมีรายงานข่าว ทางการจีนได้จำกัดการนำเข้าชิพจากสหรัฐฯบางส่วน และซอฟแวร์ด้าน Cyber Security นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มการเงิน หลังรายงานผลประกอบการของธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯออกมาผสมผสาน ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.53% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.00%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.18% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare กลุ่มเหมืองแร่ และกลุ่มพลังงาน
ในส่วนตลาดบอนด์นั้นพบว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯย่อตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.13% แม้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะออกมาดีกว่าคาด ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ราว 2 ครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็ช่วยหนุนการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ
อนึ่งเรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด และผลการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ต้องรอลุ้นประเด็นการคืนเงินภาษี หากศาลตัดสินยุติมาตรการภาษีนำเข้าดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ตลาดเกิดความกังวลแนวโน้มฐานะการคลังของสหรัฐฯ และกดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้นั้นถูกต้อง
ทางด้านตลาดค่าเงินนั้นพบว่า เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways หลังศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ยังไม่มีคำตัดสินในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ทว่าภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็พอช่วยหนุนเงินดอลลาร์ได้บ้าง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.2 จุด)
ส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ยังคงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ.2026) ไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจนและมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง แต่ าคาทองคำยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของเฟดและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 4,620 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดาเฟดสาขา อาทิ ดัชนีภาคการผลิตโดยเฟดสาขานิวยอร์ก (NY Empire Manufacturing Index) รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่จะช่วยสะท้อนแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯได้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ความเป็นอิสระของเฟดเผชิญแรงกดดันจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของอังกฤษ และยูโรโซน ส่วนทางฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ท่ามกลางแรงกดดันต่อเงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) ในช่วงที่ผ่านมา กอปรกับ ทาง BOK ยังมีความกังวลต่อแนวโน้มราคาอสังหาฯอยู่
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งคอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา เหตุประท้วงและจราจลในอิหร่าน รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways หลังตลาดยังคงขาดการรับรู้ปัจจัยสำคัญ อย่างคำตัดสินคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้บ้าง หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงมีกำลังอยู่ ซึ่งต้องจับตาทั้งปัจจัยภายในสหรัฐฯ อาทิ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งล้วนจะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้ รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งจะมีทั้งคดีของประธานเฟด Jerome Powell และคณะกรรมการเฟด Lisa Cook (ศาลสูงสุดจะมี Oral Argument ในวันที่ 21 มกราคมนี้) และปัจจัยภายนอกสหรัฐฯ อย่างความกังวลต่อประเด็นการเมืองญี่ปุ่น (ซึ่งผลสืบเนื่องไปยังประเด็นฐานะการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่น) ที่จะมีผลกระทบโดยตรงกับเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น ขณะที่ประเด็นการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดสหรัฐฯนั้น อาจเป็นประเด็นสำคัญในระยะข้างหน้า เช่น ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป (ติดตามกำหนดการต่างๆ ของศาลสูงสุดได้ทางเวปไซต์ https://www.supremecourt.gov/)
ทั้งนี้มองว่า เงินบาทอาจยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง หลังเริ่มเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ทั้งในส่วนของหุ้นและบอนด์ โดยในส่วนของบอนด์ไทยนั้น เรามองว่า บรรดาผู้เล่นต่างชาติต่างก็รอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทย หลังในช่วงที่ผ่านมา บอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นบ้าง จากความกังวลปริมาณการออกบอนด์และการทำ Bond Switching ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1.การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2.การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3.ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
ส่วนความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.35-31.55 บาทต่อดอลลาร์



















