หน้าแรกNEWS“อภิสิทธิ์” ควง “สกลธี” ลุยตลาดแสงทิพย์ ขอคะแนนโค้งสุดท้าย

“อภิสิทธิ์” ควง “สกลธี” ลุยตลาดแสงทิพย์ ขอคะแนนโค้งสุดท้าย

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ลงพื้นที่เขตเก่าของตัวเอง ย้ำยังผูกพันประชาชน พร้อมแจงปมทีดีอาร์ไอชี้นโยบายใช้งบกว่า 5.2 แสนล้านต่อปี ยืนยันคำนวณรอบคอบ ไม่กระทบเสถียรภาพงบประมาณ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. เวลา 07.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ลงพื้นที่ตลาดแสงทิพย์ ถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา เพื่อช่วยนายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 7 (คลองเตย-วัฒนา) หมายเลข 1 รณรงค์หาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

โดยนายอภิสิทธิ์และคณะได้เดินพบปะ ขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่จับจ่ายใช้สอยภายในตลาด รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ และประชาชนที่สัญจรไปมาภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 2 และถนนสุขุมวิท 71 ทั้งนี้มีประชาชนจำนวนหนึ่งขอถ่ายรูปคู่กับนายอภิสิทธิ์ พร้อมแสดงการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกันมีประชาชนบางส่วนสะท้อนปัญหาในพื้นที่ให้นายอภิสิทธิ์และคณะรับทราบด้วย

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ดังกล่าวว่า เป็นการกลับมาหาเสียงในเขตเลือกตั้งเก่าของตน รู้สึกดีใจที่ประชาชนยังผูกพันและคิดถึงกันอยู่ สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ นายพงศกรเดินหน้าเต็มที่ทั้งในเขตวัฒนาและคลองเตย ซึ่งตนหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากประชาชน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาธิปัตย์มีการทำโพลสำรวจคะแนนนิยมรอบล่าสุดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคมีการเก็บข้อมูลเป็นระยะอยู่แล้ว

ส่วนการปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 6 ก.พ.นี้ จะมีการปล่อย “ไม้เด็ด” เรียกคะแนนในช่วงสุดท้ายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ต้องการทำในลักษณะดังกล่าว แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า “ทางเลือกของประชาชนคนไทยวันนี้เป็นอย่างไร” และในช่วง 1-2 วันสุดท้ายก่อนตัดสินใจจะหยิบยกเรื่องที่เห็นว่าสำคัญที่สุดมาพูดคุยกัน

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิเคราะห์นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์จากเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าใช้งบประมาณสูงกว่า 520,000 ล้านบาทต่อปี นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่า การเปรียบเทียบแหล่งที่มาของงบประมาณแต่ละพรรค ขอให้พิจารณาเอกสารของพรรคประชาธิปัตย์ที่แสดงงบประมาณ “ในกรอบ 4 ปี” พร้อมยกตัวอย่างนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่พรรคระบุทั้งกรณีจ่ายคนละ 1,000 บาท รวมกับกรณีจ่ายแบบขั้นบันไดในปัจจุบัน 600, 700 และ 800 บาท จึงทำให้ตัวเลขงบประมาณรวมสูงขึ้น แต่ไม่ได้มากอย่างที่เข้าใจกัน

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวว่า พรรคมีข้อสงสัยต่อข้อสังเกตของทีดีอาร์ไอ โดยเฉพาะนโยบายค่าไฟที่พรรคไม่ได้ใช้งบประมาณ พร้อมยืนยันว่าการจัดทำนโยบายของพรรคได้คำนวณอย่างรอบคอบในทุกปี รวมถึงพิจารณาปัจจัยด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และช่องว่างในการกู้เงินกรณีงบประมาณขาดดุล โดยมั่นใจว่าไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าการวิเคราะห์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทีดีอาร์ไอวิจารณ์ทุกพรรค และตัวเลขของแต่ละพรรคไม่ได้ต่างกันมากนัก โดยกรณีของพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ต่างกัน แต่ในความเป็นจริง “ของพรรคประชาชนจะเยอะกว่า” ขณะที่พรรคอื่นๆ บางพรรคระบุโครงการแต่ไม่ระบุจำนวนงบประมาณ จึงอยากให้ กกต. ตรวจสอบให้เข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามถึงการพิจารณาแนวทางการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลของแต่ละพรรค นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หลายพรรคตอบไปบ้างแล้ว และพรรคประชาธิปัตย์ “ตอบชัดเจนที่สุด” ในเรื่องหลักเกณฑ์ของการจะร่วมหรือไม่ร่วมทำงานกับใคร ซึ่งถือเป็นเรื่องหลักการมากกว่า

เมื่อถามถึงกรณีหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยระบุว่าอาจยอมลืมความขัดแย้งในอดีตกับพรรคสีแดง และอาจพร้อมจับมือกับพรรคสีส้มได้ด้วย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อีกฝ่ายแสดงท่าทีเช่นนั้นมาตลอด แต่กลับมาปลุกระดมด้วยการบอกประชาชนว่าอย่าไปเลือกคนนั้นคนนี้ จึงยังแปลกใจว่า “ถ้าร่วมกันได้แล้วจะมาพูดอย่างนี้ทำไม”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าการเปลี่ยนท่าทีของพรรคการเมืองจะทำให้ประชาชนสับสนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประชาชนเห็นเองว่าแต่ละพรรคมีจุดยืนชัดเจนแค่ไหน

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์มีหมุดหมายหรือไม่ว่าจะต้องเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง ใครมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อนก็เป็นสิทธิของเขา ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ทำได้คือแสดงจุดยืน นโยบาย และแนวคิดให้ชัด หากเป็นประโยชน์ก็ทำงานร่วมกันได้ แต่หากทำงานร่วมกันไม่ได้ก็ทำหน้าที่ในสภาตามปกติ

ท้ายที่สุด เมื่อถามว่าได้มีโอกาสพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกัน ต่างคนต่างน่าจะยุ่งกับการหาเสียง พร้อมระบุว่าแปลกใจที่มีข่าวทำนองว่านายอนุทินกล่าวหาว่าตนไปด้อยค่า ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ได้ด้อยค่าใคร และมองว่านายอนุทินควรไปพูดกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทยมากกว่า เนื่องจากมีการโจมตีพรรคประชาธิปัตย์อย่างมากในพื้นที่ภาคใต้

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img