“สีหศักดิ์”ยืนยันทำงานเต็มที่ วางโจทย์เลือกตั้งคือโอกาสขับเคลื่อนประเทศ ชี้ไทยนอกเรดาร์โลกเพราะการเมืองไม่นิ่ง-เศรษฐกิจไม่ดี เสนอแนวคิดรัฐบาลมืออาชีพ ตรวจสอบได้ โปร่งใส พร้อมประกาศเดินหน้าทูตเชิงรุก-ทูตเศรษฐกิจ หา “ตลาดใหม่” ร่วมทีม “ศุภจี” หากได้กลับเป็นรัฐบาล
เมื่อเวลา 17.38 น วันที่ 6 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง จัดปราศรัยใหญ่ปิดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทยได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก“ โดยมีน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพกทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพกทม. นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อและผู้ช่วยหาเสียง นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ร่วมฟังการปราศรัยด้วย
ทั้งนี้ บรรยากาศเวทีปราศรัย มีการจัดซุ้มถ่ายภาพที่มีสแตนดี้ขนาดเท่าตัวจริงของนายอนุทิน นายสีหศักดิ์ นายเอกนิติ และนางศุภจี ให้ประชาชนที่มาฟังปราศรัยได้ร่วมถ่ายภาพด้วย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีแฟนคลับพรรคภูมิใจและกองเชียร์ของผู้สมัครสส.กทม.แต่ละเขตมาให้กำลังใจคึกคัก
จากนั้น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) โดยกล่าวเปิดว่า ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีประชาชนมาร่วมงานจำนวนมาก พร้อมระบุว่าดีใจที่ได้พบทุกคน และยอมรับว่ามีความตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะต้อง “เปิดเผยความลับ” ว่าที่จริงแล้วตนปิดตัวเองทุกวัน และไม่เคยคิดว่าจากการเป็นนักการทูตอาชีพ จะได้รับหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย
นายสีหศักดิ์ยืนยันว่า จะทำงานเต็มที่แน่นอน พร้อมย้อนประสบการณ์ในฐานะเอกอัครราชทูตว่า สิ่งที่อยู่ในใจตลอดเวลาคือการเป็นผู้แทนของประชาชน และในการทำงานต้องยึด “ผลประโยชน์ของประเทศ” อยู่เหนือสิ่งอื่นใด

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ระหว่างร่วมเวทีดีเบต เคยถูกถามถึงความคาดหวังต่อการเมืองไทย ซึ่งตนมองว่า บางครั้งประเทศไทยเหมือนถอยหลังด้วยซ้ำ และสถานะของไทยในเวทีโลก “อยู่นอกจอเรดาร์” ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะการเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจไม่ดี และการทูตของไทยต้องอยู่ในลักษณะตั้งรับตลอดเวลา
พร้อมระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะเลือกพรรคที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศ เพราะถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเดินหน้า และสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากกว่านั้น คือการเมืองใหม่ที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ต้องการผู้บริหารรัฐบาลที่มีความสามารถ เป็นมืออาชีพ ตรวจสอบได้ และโปร่งใส
นายสีหศักดิ์ยังกล่าวว่า ความเป็นมืออาชีพไม่ได้หมายความว่าต้องเป็น “คนนอก” เพราะในพรรคมีบุคลากรคุณภาพ รวมถึงคนรุ่นหลังอีกจำนวนมากที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดี
จากนั้นนายสีหศักดิ์ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดต่อจากนี้คือ รัฐมนตรีและผู้บริหารในรัฐบาลต้องมี “ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI)” และต้องมีการประเมินผลตลอดวาระ 4 ปี โดยระบุว่า หากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาล จะนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ พร้อมเดินหน้าความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาต่อไป แต่ย้ำว่าการต่างประเทศไม่ได้อยู่ที่กัมพูชาเพียงประเทศเดียว
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสถานะและการทำงานด้านต่างประเทศของไทยเป็นอย่างไร พร้อมย้ำประโยคว่า “Yes we can เราทำได้” และขอให้ประชาชนมั่นใจในพรรคภูมิใจไทยและความเป็นมืออาชีพ โดยจาก 4 เดือนที่ผ่านมาขอให้ต่อยอดเป็น “4 ปี” เพื่อพาไทยกลับสู่แนวหน้าบนเวทีโลกอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม นายสีหศักดิ์ยอมรับว่า โลกใน 4 ปีข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน แต่เชื่อว่าไทยจะรอด หากมั่นใจในศักยภาพของประเทศ และอาศัย “การทูตที่มีชั้นเชิง” โดยระบุว่าโลกปัจจุบันเป็นโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ประเทศไทยจึงต้องมียุทธศาสตร์ด้านพันธมิตร เพื่อเพิ่มพลังในการเผชิญความท้าทาย
นายสีหศักดิ์กล่าวด้วยว่า โลกกำลังเข้าสู่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจที่แบ่งเป็น 2 ขั้ว แต่ไทยซึ่งอยู่ตรงกลางต้องมองหา “หลายขั้ว” เพิ่มเติม ไม่ใช่ยืนอยู่ระหว่าง 2 ขั้วเท่านั้น โดยชี้ว่า การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วจะทำให้ไทยสามารถถ่วงดุลอำนาจ และมีทางเลือกมากขึ้น
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังย้ำถึงบทบาทของอาเซียนว่าเป็น “พลังแห่งการทูต” ที่สำคัญ ซึ่งไทยต้องอาศัยมิตรประเทศในภูมิภาคเพื่อผ่านวิกฤติไปได้อย่างมั่นคง พร้อมย้ำว่าการทูตต้องมีความหมายต่อชีวิตประชาชน โดยต้องยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
นายสีหศักดิ์ระบุว่า หากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่จะทำคือ “ทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” และจะทำงานร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งพรรควางตัวเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันหาตลาดใหม่ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั่วโลก
ท้ายที่สุด นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ผู้ใหญ่เคยสอนว่า “การทูตที่ดีเริ่มต้นที่บ้านของเรา” หากบ้านไม่เข้มแข็ง การต่างประเทศก็ไปได้ยาก ดังนั้นประชาชนต้องเลือกพรรคการเมืองที่ถูกต้องมาบริหารประเทศ และต้องผนึกกำลังเป็น “ทีมประเทศไทย” ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อพาประเทศกลับสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติภูมิ และยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง
“สุดท้ายไทยต้องเป็นไทยในเวทีโลก” นายสีหศักดิ์กล่าว.




















