“เอกนิติ”เผยเหตุทิ้งความมั่นคงในราชการที่เหลืออีก 6 ปี เพราะห่วงประเทศเสี่ยงเจอวิกฤตซ้ำรอยต้มยำกุ้ง อ้างสถาบันจัดอันดับเคยเตือนฐานะการคลังไทย “ติดลบ” ก่อนชี้ 73 วันในรัฐบาลเร่งคืนหนี้ ธ.ก.ส.-ทำแผนความยั่งยืน จน S&P ปรับมุมมองเสถียรภาพ พร้อมโชว์มาตรการกระตุ้นไตรมาส 4 ดันคาดการณ์โตจาก 0.3 เป็น 1.8% เดินหน้า “เศรษฐกิจ 10 พลัส” ยา 10 เม็ด พาคนไทยรวยขึ้นทั่วถึง
เมื่อเวลา 18.05 น. วันที่ 6 ก.พ.2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 ภายใต้ธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก #ทีมไทยแลนด์”
นายเอกนิติกล่าวว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาอยู่บนเวทีการเมือง พร้อมเปิดใจถึงเหตุผลที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตราชการซึ่งเหลือเวลาอีก 6 ปี รวมถึงความมั่นคงและโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เพราะเป็นห่วงประเทศจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยย้อนความทรงจำช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งที่ตนเคยเห็นผู้คนตกงาน ธุรกิจล้ม เพื่อนต้องหยุดเรียน และย้ำว่า “เราไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกไม่ได้”
นายเอกนิติระบุว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือคำเตือนจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก 3 แห่ง ที่เคยสะท้อนว่าเสถียรภาพการคลังของไทยอยู่ในภาวะติดลบและเสี่ยงสูง จึงเร่งทำงานอย่างเต็มที่ใน 73 วันแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยสิ่งแรกคือการขอคืนหนี้ ธ.ก.ส.ที่ค้างมานานหลายปี รวมถึงทำแผนความยั่งยืนทางการคลังเพื่อยืนยันว่าไทยจะไม่ตกอยู่ในภาวะ “ห่วย” ตามที่ต่างชาติมอง
พร้อมกล่าวว่า หลังเริ่มทำงานวันที่ 30 ก.ย.2568 ได้ขอนายกรัฐมนตรีนำเงินคงเหลือมาชำระหนี้ในอดีต และต่อมาวันที่ 13 พ.ย.2568 บริษัท S&P ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับ “มีเสถียรภาพ” ทำให้ตนไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจออกมาทำงานเพื่อประเทศ
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ประเทศไทยเปรียบเหมือนรถยนต์ที่กำลังจะติดหล่ม โดยอ้างตัวเลขจากสภาพัฒน์ฯ ที่เคยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะโตเพียง 0.3% ซึ่งสะท้อนความทุกข์ของประชาชน ทั้งรายได้หาย รายได้ไม่พอรายจ่าย จนต้องก่อหนี้ทั้งในและนอกระบบ
ด้วยเหตุนี้ นายเอกนิติระบุว่า ตนจึงเสนอนายกรัฐมนตรีผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการ อาทิ คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน เที่ยวเมืองรอง รวมถึงโครงการเร่งเบิกจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินภาครัฐ จนกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 จะโตได้ 1.8% พร้อมระบุว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประชาชนมีรายได้ในกระเป๋ามากขึ้น และเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนไม่เสียใจที่ลาออกจากราชการ
นอกจากนี้ นายเอกนิติยังกล่าวถึงมาตรการอื่น ๆ เช่น โครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ โครงการ SME เพิ่มสภาพคล่อง โดยระบุว่าได้เร่งให้กรมสรรพากรคืนเงินแก่ผู้ประกอบการ SME รวม 60,000 ล้านบาทในไตรมาส 4 พร้อมย้ำว่าเม็ดเงินทั้งหมดเป็นการบริหารงบที่อนุมัติไว้แล้ว ไม่ได้ก่อหนี้ใหม่แม้แต่บาทเดียว และดำเนินการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง
นายเอกนิติกล่าวย้ำว่า ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทย “จะไม่ทำประชานิยม” เพราะหากทำเมื่อไหร่เท่ากับก่อหนี้และทิ้งภาระให้ลูกหลาน พร้อมส่งเสียงถึงทุกพรรคการเมืองว่าไม่ควรใช้แนวทางดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติระบุว่า แม้จะช่วยพาเศรษฐกิจไทย “ออกจากหล่ม” ได้แล้ว แต่ตนยังไม่สบายใจ เพราะต่างชาติเริ่มมองไทยเป็น “คนป่วยใหม่แห่งเอเชีย” โดยเปรียบว่าตนพาธุรกิจไทยที่กำลังอยู่ในห้องไอซียูออกมาแล้ว แต่ยังต้องทำให้กลับมาแข็งแรงเพื่อแข่งขันบนเวทีโลกได้จริง
นายเอกนิติกล่าวถึงการนำทีมภาคเอกชนในนาม “ทีมไทยแลนด์” เดินทางไปร่วมเวทีโลกที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยระบุว่าได้เห็นโลกแตกเป็นหลายขั้ว และมหาอำนาจใช้ทุกกลไกดึงประเทศต่าง ๆ มาเป็นพวก ทำให้ไทยจำเป็นต้องมีพันธมิตรและต้องมีที่นั่งบน “โต๊ะเจรจา” พร้อมยกคำกล่าวที่ตนมองว่าทรงพลังว่า “ถ้าคุณไม่อยู่บนโต๊ะอาหาร คุณจะกลายเป็นอาหารให้เขากิน”
นายเอกนิติระบุว่า ในช่วง 73 วันของการทำงาน ได้พาทีมไทยแลนด์ขึ้นไปอยู่บนเวทีเจรจาระดับโลก และสามารถดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท พร้อมชี้ว่าประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาทักษะคนไทยด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ
จากนั้น นายเอกนิติกล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจ “10 พลัส” หรือ “ยา 10 เม็ด” เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มศักยภาพ โดย “ยา 5 เม็ดแรก” มุ่งให้คนไทยรวยขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเกษตร ผลักดันสินค้าไทยผ่านอิเล็กทรอนิกส์ เศรษฐกิจสีเขียวพลังงานสะอาด การใช้ AI พลัส รวมถึงการสอนคนไทยใช้ AI ฟรี
ส่วน “ยาเม็ดสุดท้าย” คือการทำให้การอนุมัติการลงทุนในประเทศไทยรวดเร็วขึ้น โดยยกตัวอย่างปีที่ผ่านมา การขอส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าถึง 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 63%
ขณะที่ “ยาอีก 5 เม็ด” นายเอกนิติระบุว่าจะทำให้รายได้ของคนไทยกระจายอย่างเท่าเทียมมากขึ้น ผ่านการเพิ่มรายได้คนตัวเล็กด้วยทักษะขายของออนไลน์ โครงการชุมชนพลัสให้งานไปหาชุมชน เพิ่มโอกาสธุรกิจ SME ไทย โครงการผู้สูงวัยพลัสฝึกใช้ AI สร้างรายได้ และการเพิ่มการเข้าถึงยารักษาโรคได้สะดวกขึ้น
ท้ายที่สุด นายเอกนิติกล่าวว่า “เศรษฐกิจ 10 พลัส” มีเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และอยู่บนพื้นฐานวินัยการเงินการคลัง พร้อมระบุว่า “รถไฟขบวนสุดท้ายกำลังมา” และการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย หากไม่ลุกขึ้นทำให้ไทยกลับมาเป็น “คนแข็งแกร่งแห่งเอเชีย”
นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า ที่ตัดสินใจอยู่พรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคให้โอกาสทำงานเพื่อประชาชนและประเทศ พร้อมขอคะแนนเสียงเลือก “เบอร์ 37” และยืนยันจะทำงานเพื่อคนไทยและประเทศไทย “ด้วยเกียรติของเอกนิติ”




















