“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ย้ำประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และการค้า ชี้ไทยเสี่ยงโตต่ำเพียง 1.6% จึงต้องใช้เงินรัฐอย่างแม่นยำ กระตุ้นกำลังซื้อ ดึงลงทุน หา “ตลาดใหม่” ลดพึ่งพาสหรัฐ-จีน พร้อมขอโอกาสทำงานเพื่อ “พยุงเรือประเทศไทย” ฝ่าคลื่นมรสุมสู่ทะเลใหม่
เมื่อวันที่ 6 ก.พ.69 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดเวทีปราศรัยปิด ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคฯ ร่วมขึ้นเวที
เวลา 18.50 น. นางศุภจีขึ้นปราศรัย โดยกล่าวช่วงต้นว่า ตนไม่ใช่นักการเมือง แต่ตัดสินใจมายืนบนเวทีครั้งนี้เพราะ “ห่วงประเทศไทย” และห่วงประชาชน เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญมรสุมจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งความขัดแย้งของโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการค้า ซึ่งเชื่อมโยงกันจนแยกไม่ออก
นางศุภจีระบุว่า เหตุผลที่ทั้งตน นายเอกนิติ และนายสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ “ไม่ควรมายืนตรงนี้” ต้องอาสาเข้ามา เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เปรียบเหมือนเรือลำหนึ่งที่กำลังแล่นผ่านคลื่นลมแรง จึงต้องเข้ามาช่วยพยุงให้ผ่านพ้นไปสู่ “ทะเลใหม่” ที่มีความหวังมากกว่าเดิม
นางศุภจี กล่าวว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่จะทะเลาะกันเอง เพราะความขัดแย้งไม่ช่วยให้ประเทศรอดพ้นปัญหา พร้อมชี้ว่าไทยเคยถูกมองเป็น “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย” แต่วันนี้กลับกลายเป็น “คนป่วยของเอเชีย” เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ โดยยกตัวอย่างตัวเลขที่มีการประเมินว่าไทยอาจโตเพียงร้อยละ 1.6 ซึ่งมองว่า “ยอมไม่ได้”
นางศุภจี กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ประชานิยมที่เน้นแจกโดยไม่บอกแหล่งเงิน พร้อมระบุว่า รายได้ของรัฐอยู่ที่ราว 3 ล้านล้านบาท แต่รายจ่ายสูงถึง 4 ล้านล้านบาท อีกทั้งเพดานหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงแล้ว จึงต้องทำโครงการที่ “ให้ปลาและพ่วงเบ็ด” เพื่อให้ประชาชนต่อยอดได้จริง
จากนั้น นางศุภจีได้อธิบายว่า รายได้ประเทศควรขับเคลื่อนผ่าน “4 เครื่องยนต์หลัก” ได้แก่
- กำลังซื้อของประชาชน ต้องกระตุ้นให้เงินกระจายถึงทุกกลุ่ม
- การลงทุน ตั้งเป้าดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 5 แสนล้านบาท ควบคู่การพัฒนาทักษะรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI ยานยนต์ยุคใหม่ และท่องเที่ยวมูลค่าสูง
- การใช้จ่ายภาครัฐ ต้องใช้อย่างแม่นยำเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด
- การส่งออก-นำเข้า ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิมมากเกินไป
ในประเด็นการส่งออก นางศุภจีชี้ว่า ปัจจุบันไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐและจีนสูง โดยมูลค่าการส่งออกไป 2 ประเทศนี้คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง เพราะทั้งสองประเทศอยู่ในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงต้องรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการขยาย “ตลาดใหม่” ให้เติบโตมากขึ้น
นางศุภจียังกล่าวถึงโครงสร้างผู้ส่งออกว่า ผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนมีราว 3 หมื่นราย แต่กลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่เพียง 7-8 พันรายกลับถือสัดส่วนถึงร้อยละ 74 ขณะที่ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี จึงต้องเสริมทักษะ เพิ่มการเข้าถึงเงินทุน หาตลาด และปกป้องเอสเอ็มอีจากปัญหานอมินี
ส่วนการแก้ปัญหาด้านสินค้า นางศุภจีระบุว่า สินค้าส่งออกและนำเข้าของไทยยังอยู่ในกลุ่มใกล้เคียงกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนรถยนต์ สะท้อนว่าไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตระดับกลาง จึงต้องผลักดัน “เมคอินไทยแลนด์” เพิ่มการผลิตในประเทศ พร้อมแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ และส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น
นางศุภจี กล่าวถึงงานด้านเกษตรว่า ตนผลักดันแนวทาง “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” พร้อมย้ำว่าในช่วงทำงาน 73 วัน สามารถยกระดับราคาข้าวได้ด้วยกลไกตลาด ไม่ใช่การใช้งบประมาณ รวมถึงกำลังเดินหน้าแก้ปัญหามะพร้าวน้ำหอม และขยายตลาดใหม่ให้ผลผลิตเกษตร เช่น ทุเรียนส่งออก
นางศุภจีทิ้งท้ายว่า ประเทศต้องยอมรับความจริงว่าอะไรควรแก้ อะไรควรเก็บ และอนาคตอยู่ในมือประชาชนว่าจะเลือก “ความหวัง” หรือ “ความขัดแย้ง” พร้อมขอโอกาสให้ทีมเศรษฐกิจได้ทำงานต่อ โดยยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมือง แต่ทำเพื่อให้คนไทยรอดพ้นความเสี่ยงและอันตรายที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้




















