รมว.แรงงานเผยคณะทำงานปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมประชุมนัดแรกแล้ว สรุป 3 ปัญหาเร่งแก้ ทั้งติดกรอบราชการทำงานล่าช้า ความเชื่อมั่นด้านโปร่งใส-ธรรมาภิบาล และโครงสร้างองค์กรไม่ทันอนาคต ย้ำปฏิรูปไม่ใช่แปรรูปเอกชน แต่ต้องทำให้เป็นองค์กรรัฐที่บริหารแบบมืออาชีพ พร้อมเสนอแนวทางตั้งหน่วยลงทุนมืออาชีพคล้าย กบข. รับมือความเสี่ยงกองทุนขนาดใหญ่และสังคมสูงวัย
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม ว่า คณะทำงานได้ประชุมครั้งแรกแล้วเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา
โดยที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันถึงปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขของสำนักงานประกันสังคม 3 ด้านหลัก ได้แก่
- การติดกรอบระบบราชการ ทำให้งานล่าช้า ไม่ทันต่อความต้องการหรือความเดือดร้อนของผู้ประกันตน
- ความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ซึ่งประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้
- ความจำเป็นในการปรับรูปแบบการบริหารจัดการองค์กรให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมในอนาคต
รมว.แรงงานกล่าวว่า การปฏิรูปประกันสังคมไม่ได้มีเป้าหมายให้แปรสภาพเป็นเอกชน (Privatization) แต่ต้องการทำให้เป็น “องค์กรของรัฐที่บริหารแบบมืออาชีพ” เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ของผู้ประกันตนกว่า 24.5 ล้านคน และนายจ้างกว่า 500,000 ราย ถูกใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเป็นองค์กรที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต
นางสาวตรีนุชกล่าวว่า การทำให้สินทรัพย์งอกเงยจำเป็นต้องมีกลยุทธ์บริหารเงินลงทุนที่เหมาะสม โดยนอกจากต้องบริหารโดยมืออาชีพแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด้วย
“ต้องยอมรับว่ากองทุนประกันสังคมมีขนาดใหญ่มากจนการบริหารแบบเน้นความเสี่ยงต่ำตามระเบียบราชการอาจไม่เพียงพอต่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ในอนาคต พูดง่ายๆ ก็คือ มีความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินจ่ายหากยังบริหารแบบเดิม” นางสาวตรีนุชกล่าว
รมว.แรงงานกล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานบริหารการลงทุนแบบมืออาชีพแยกออกมาอย่างชัดเจน คล้ายกับรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น และสร้างผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อ รองรับสังคมสูงวัยที่มาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายปี
นางสาวตรีนุชกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร (Restructuring) โจทย์ใหญ่คือการลดความเทอะทะแบบราชการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร ไม่อยู่ภายใต้กฎระเบียบที่อาจล้าสมัย ซึ่งจะทำให้สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง โดยเฉพาะด้านการเงินและการลงทุน เข้ามาทำงานด้วยอัตราค่าจ้างที่สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้
ทั้งนี้ รมว.แรงงานย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือองค์กรต้องมีความโปร่งใส มีระบบธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ และ “จะดีที่สุด” หากมีความเป็นอิสระจากการเมือง
สำหรับด้านการบริการ รมว.แรงงานกล่าวว่า จำเป็นต้องยกระดับด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่มาใช้ ทั้ง AI, Co-Bot และ Big Data เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลโรงพยาบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนแบบ Real-time ซึ่งจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกันตนแต่ละกลุ่มอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.




















