“ไอติม พริษฐ์” กางแผนเดินหน้าเอาผิด กกต. ปมพิรุธบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ชี้ขัดหลักการลงคะแนนโดยลับ เตรียมยื่นฟ้องศาลสัปดาห์หน้า พร้อมดักคอการเลือกตั้ง 22 ก.พ. นี้ หากเปลี่ยนวิธีจัดการแสดงว่า 8 ก.พ. มีปัญหาจริง เล็งแก้รัฐธรรมนูญคืนอำนาจประชาชนเข้าชื่อสอยองค์กรอิสระ
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน (ปชน.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเตรียมยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยระบุว่า ขณะนี้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะฝ่ายกฎหมายของพรรค อยู่ระหว่างจัดทำคำฟ้อง และคาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า
นายพริษฐ์กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องใช้เวลาเพิ่มเติมเล็กน้อย เนื่องจากในแต่ละวันมีข้อมูลใหม่เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนยื่นคำฟ้อง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหลักฐานสำคัญที่สุดในการฟ้องคืออะไร นายพริษฐ์กล่าวว่า รายละเอียดเนื้อหาตามมาตรา 157 จะชี้แจงอย่างเป็นทางการในวันที่มีการยื่นคำฟ้อง แต่ประเด็นหลักไม่พ้นเรื่อง “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งพรรคมองว่าเป็นการดำเนินการที่เปิดช่องให้การออกเสียง “ไม่เป็นความลับ”
นายพริษฐ์ย้ำว่า จุดมุ่งหมายของพรรคในการตรวจสอบการทำงานของ กกต. ไม่ใช่การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ต้องการปกป้องเสียงของประชาชนทุกคน และให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อกฎหมาย พร้อมระบุว่า ประเด็นบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ และจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริต หรือเป็นการจงใจทุจริตผ่านระบบดังกล่าว จึงตัดสินใจใช้กลไกการฟ้องตามมาตรา 157 เพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบและความรับผิดทางกฎหมาย
เมื่อถามถึงความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า หากพิสูจน์แล้วว่าบัตรเลือกตั้งไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ อาจส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องแยกเป็นขั้นตอน โดยย้ำจุดยืนของพรรคว่า “การออกเสียงโดยลับ” ต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือปฏิบัติ และไม่ควรมีกลไกใดที่ทำให้สามารถเชื่อมโยงได้ว่า บุคคลใดลงคะแนนให้ใคร
นายพริษฐ์กล่าวว่า ในมุมของพรรค การมีอยู่ของบาร์โค้ดทำให้การออกเสียงไม่ลับแล้ว ส่วนผลทางกฎหมายหรือผลปลายทางจากการยื่นร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ เป็นอีกกระบวนการหนึ่ง
ส่วนกรณีที่ กกต.ยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นทำให้การลงคะแนนไม่ลับ นายพริษฐ์กล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือ กกต.มีนิยามคำว่า “ลับ” แตกต่างจากคนจำนวนหนึ่ง โดยในมุมของพรรคและนักกฎหมายหลายฝ่าย เห็นว่าเพียงตรวจสอบย้อนกลับได้ในเชิงทฤษฎีก็ถือว่าไม่ลับแล้ว และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เพิ่มเติม เพราะ กกต.แถลงแล้วว่าบาร์โค้ดระบุรหัสเลขที่บัตรได้
นายพริษฐ์กล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า หาก กกต.ยืนยันว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ไม่มีปัญหา ต้องใช้แนวปฏิบัติเดิม ใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดเช่นเดิม และกระบวนการนับคะแนนต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่หากวันที่ 22 กุมภาพันธ์มีการจัดการแตกต่างจากเดิม ก็สะท้อนว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์อาจมีปัญหา
เมื่อถามถึงลักษณะการทำงานของ กกต.ในการเลือกตั้งปี 2566 เทียบกับปี 2569 โดยเฉพาะการสื่อสารข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ และการไม่มีการแถลงข่าวอย่างต่อเนื่อง นายพริษฐ์กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของ กกต.เป็นเรื่องสำคัญ หาก กกต.ต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นมากขึ้น ควรเริ่มจากการตอบคำถามที่สังคมสงสัย และการสื่อสารทางเดียวผ่านเอกสารข่าวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรมีการแถลงข่าวเป็นระยะเพื่อคลายข้อสงสัย
นายพริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมยังสะท้อนปัญหาการออกแบบรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำให้องค์กรอิสระไม่ถูกประเมินจากประชาชน และประชาชนไม่สามารถริเริ่มเข้าชื่อถอดถอนเหมือนในอดีต โดยพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า หากสภาผู้แทนราษฎรเปิดทำการ พรรคจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อคืนสิทธิให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ประพฤติมิชอบได้ ซึ่งเคยมีในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 แต่ถูกตัดออกไปในปี 2560




















