หน้าแรกHighlight“ดร.นพดล”วิเคราะห์ดราม่าบัตรเลือกตั้ง ยันระบบ“กกต.”ยัง“ลับ”ตามรัฐธรรมนูญ

“ดร.นพดล”วิเคราะห์ดราม่าบัตรเลือกตั้ง ยันระบบ“กกต.”ยัง“ลับ”ตามรัฐธรรมนูญ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เจาะลึกความเห็น ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา เผยระบบเลือกตั้งดิจิทัลออกแบบมาอย่างสมดุล ชี้การจะย้อนรอยคะแนนต้องผ่านเงื่อนไข Mapping หลายชั้นซึ่ง “ไม่มีอยู่จริง” ในระบบปัจจุบัน วอนสังคมหยุดสร้างความกลัวด้วยทฤษฎี และแนะ กกต. เปิดข้อมูลเทคนิคให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเพื่อจบดราม่า

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา เปิดเผยว่า ผมในฐานะอาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้าน Cybersecurity & Policy มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัย มิชิแกน สหรัฐอเมริกา ได้เฝ้าติดตามการถกเถียงในสังคมเรื่อง บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง จนมาถึงจุดที่ต้องแยก “อารมณ์ข่าว” ออกจาก “ข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์”


ให้ชัดก่อนครับเพราะถ้าไม่แยกจะกลายเป็นความตื่นตระหนกของสังคมที่ยากจะได้ข้อยุติ ผมขอเสนอกรอบคิดแบบ 3 ชั้น ได้แก่ (1) หลักข้อเท็จจริง (2) แนวทางการประเมินทางวิชาการ และ (3) จุดเป็นจุดตาย การออกแบบระบบเลือกตั้งของ กกต. กับ การกระทำของบุคคล/ขบวนการ เพราะเมื่อแยกครบทั้งสามมิติแล้ว เราจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าสังคมควรกังวลเรื่องใด และเรื่องใดควรคลี่คลายและจบได้แล้ว ครับ


1) หลักข้อเท็จจริง
ผมเริ่มจากมองที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย “ลงคะแนนโดยตรงและลับ”แต่คำว่า
“ลับ” ในทางวิชาการสามารถตีความได้อย่างน้อยสองแนว ได้แก่ (1)
ลับในความหมายที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เลย และ (2)


ลับในความหมายที่ขณะลงคะแนนไม่มีใครสามารถรับรู้ได้ ทั้งสองแนวไม่ผิด แต่คำถามสำคัญคือ เราจะใช้เกณฑ์

“ความเป็นไปได้ทางทฤษฎี” หรือ “ความเป็นไปได้ในสภาพจริง”


ผมสืบค้นไปที่แนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตชี้ว่า ต้องเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จริงในทางกายภาพ ไม่ใช่เพียงความเป็นไปได้เชิงเทคนิค อย่างไรก็ตาม ที่น่าพิจารณาคือ หากใช้เกณฑ์ว่า “ทฤษฎีทำได้” ผมมองว่า เทคโนโลยีทุกชนิดก็อาจถูกตีความว่าไม่ลับทั้งหมดซึ่งไม่น่าจะใช่หลักที่กฎหมายใช้


2) แนวทางการประเมิน แยกให้ชัด — บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง กับ รหัสหลังบัตรประชาชน (Laser ID) ไม่ใช่ความเสี่ยงระดับเดียวกัน กรณีปี 2549 เป็นความเสี่ยงทางกายภาพที่เกิดขึ้นทันทีเพราะการจัดคูหาทำให้ผู้อื่นมองเห็นการลงคะแนนได้จริง แต่กรณีบาร์โค้ดหรือ QR Code จะย้อนรอยได้ต้องมีเงื่อนไขหลายชั้นพร้อมกัน นั่นคือ (1) ต้องมีฐานข้อมูลผูกเชื่อมโยงกัน (mapping) (2) ต้องมีสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูล และ (3)ต้องเชื่อมโยงข้อมูลหลายระบบเข้าด้วยกัน หากสถาปัตยกรรมการออกแบบของบาร์โค้ดและ QR Code ไม่ได้ออกแบบให้เชื่อมโยง บัตรเลือกตั้ง 1 ใบจะไม่สามารถย้อนกลับไปหาตัวบุคคลได้ และจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งไม่มีชื่อไม่มีเลขบัตรประชาชน ไม่มี Laser ID และไม่มีข้อมูลคะแนนรายบุคคล ดังนั้นบาร์โค้ด และ QR Code จึงเป็นเพียง “รหัสยืนยันความถูกต้องของบัตร” ไม่ใช่รหัสระบุตัวตนหรือข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน


ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งจึงไม่ใช่ระบบการเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ที่ กกต.ใช้ในสถาปัตยกรรมการออกแบบของเทคโนโลยีสารสนเทศในการเลือกตั้งทั่วไป ปี พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา แต่ความน่าเป็นห่วงอยู่ที่ข่าวประชาชนผู้สมัครสมาชิกพรรคการเมืองที่มีการให้ข้อมูลรหัสหลังบัตรประชาชน (Laser ID) ไปกับพรรคการเมืองบางพรรคเหล่านั้น


ประเด็นที่น่ากังวลกว่าเรื่องของบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งในเชิงสิทธิส่วนบุคคล คือ ข่าวที่ว่าพรรคการเมืองบางพรรคบันทึก “Laser ID หลังบัตรประชาชน” ของประชาชน หากเกิดขึ้นจริง ประเด็นนี้ถือว่ามีน้ำหนักทางสิทธิส่วนบุคคลสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ Laser ID เป็นข้อมูลระบุตัวบุคคลโดยตรง สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลประชาชนได้ ความเสี่ยงจึงอยู่ในระดับสูงมากในการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การนำไปใช้เชื่อมโยงข้อมูลอื่น และความเสี่ยงต่อเสรีภาพทางการเมือง ในขณะที่ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนบุคคลใดของผู้ใช้สิทธิ

ดังนั้น ผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า การเก็บ Laser ID ของประชาชนที่ให้ไว้กับพรรคการเมืองมีความเสี่ยงสูงกว่าประเด็นบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งอย่างชัดเจน


3) จุดเป็นจุดตาย การออกแบบระบบเลือกตั้งของ กกต. กับ การกระทำของบุคคล/ขบวนการ คำถามสำคัญที่สุดคือ ระบบเลือกตั้งถูกออกแบบให้เชื่อมโยงตัวบุคคลหรือไม่ หากคำตอบคือ “ไม่”แต่มีบุคคลใดไปจดข้อมูลเอง นั่นคือการกระทำผิดทุจริตของบุคคล ไม่ใช่ความผิดของโครงสร้างระบบ ในทุกยุคทุกสมัย การทุจริตเกิดขึ้นได้ แต่กฎหมายแยกชัดเจนระหว่าง ความผิดเชิงโครงสร้าง ความผิดจากการกระทำเฉพาะบุคคล กรณีนี้จึงต้องวิเคราะห์บนฐานเดียวกัน การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะได้หรือไม่ ในการประเมินของผม การจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ได้แก่ (1)ขัดรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยสำคัญ (2) กระทบความสุจริตเที่ยงธรรมโดยรวม และ (3) ทำลายความชอบธรรมของทั้งกระบวนการ


ดังนั้น ข้อกังวลเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว จึงไม่น่าจะเพียงพอนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า บาร์โค้ด และ QR Code บนบัตรเลือกตั้งเป็นเหตุให้การออกเสียงลงคะแนนของประชาชนไม่เป็นความลับ เพราะจากข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏ วันนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่ามี mapping ยังไม่มีหลักฐานว่าผูกคะแนนรายบุคคล และ ยังไม่มีหลักฐานว่าย้อนรอยได้จริง จึงยังไม่ถึงระดับที่จะสรุปว่า สถาปัตยกรรมการออกแบบ บาร์โค้ด QR Code บนบัตรเลือกตั้งของ กกต. จะทำให้การลงคะแนนเสียงของประชาชน “ไม่ลับ”

ทางออกของประเทศ คือ สร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่สร้างความสับสนและความกลัวในหมู่ประชาชน บทเรียนสำคัญจากประเด็นนี้คือ สังคมต้องแยกให้ออกระหว่าง “อารมณ์ข่าว” กับ “ความเป็นจริง”ที่ควรตรวจสอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และนำหลักกฎหมายกับความเป็นจริงมาพิจารณาร่วมกัน


สิ่งที่ควรทำต่อไปเพื่อคลี่คลายข้อสงสัย คือ เปิดข้อมูลเชิงเทคนิค

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img