เลขาฯ กฤษฎีกา ขอระมัดระวังการตีความ “ลับ” ระบุเป็นกระบวนการของ กกต. หวั่นสร้างความสับสน–กระทบระบบการเมืองและการลงทุน พร้อมอธิบายชั้นความลับราชการ ไล่ตั้งแต่ “ลับ” ถึง “ลับที่สุด”
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 24 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีการตีความการลงมติ “ลับ” ซึ่งกำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ว่า เป็นเรื่องในอำนาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย
นายปกรณ์ ระบุว่า การให้ความเห็นในเวลานี้อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคมโดยไม่จำเป็น อีกทั้งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทย ตลอดจนบรรยากาศด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยการลงคะแนนเป็นความลับ แต่ภายหลังมีผู้พยายามตรวจสอบข้อมูล จะยังถือเป็นความลับอยู่หรือไม่ นายปกรณ์ย้อนถามกลับว่า “ใครเป็นคนทำผิด คนกาหรือคนไปแซะข้อมูลเขา”
ส่วนคำถามถึงการตีความคำว่า “ลับ” ในระบบราชการ นายปกรณ์อธิบายว่า ตามระเบียบการรักษาความลับทางราชการ จะมีการจัดชั้นความลับ ได้แก่ “ลับ” “ลับมาก” และ “ลับที่สุด” โดยข้อมูลสามารถรับรู้ได้เฉพาะระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ แต่ระหว่างทางไม่สามารถเปิดเผยได้ พร้อมเปรียบเทียบว่า “ลับ” คือ Secret, “ลับมาก” คือ Confidential และ “ลับที่สุด” คือ Top Secret
เมื่อถามต่อว่า หากภายหลังมีการรับรู้ข้อมูลที่เป็นความลับ จะทำให้การดำเนินการนั้นเป็นโมฆะหรือไม่ นายปกรณ์หัวเราะก่อนตอบเชิงย้อนถามว่า สื่อมวลชนก็นำเอกสารราชการไปเผยแพร่กันอยู่บ่อยครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศการให้สัมภาษณ์ที่มีทั้งความเคร่งครัดและอารมณ์ขันแทรกอยู่เป็นระยะ.




















