ค่าเงินบาทเปิดที่ระดับ 31.09 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” อานิสงส์จากยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน รวมถึงดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่าง ๆ ที่ออกมาดีกว่าคาด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.09 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.04 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ทดสอบโซน 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น (แกว่งตัวในกรอบ 31.03-31.21 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ที่ทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงแรก ตามรายงานข้อมูลยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ ในช่วงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงอีกครั้ง ตามการเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ก่อนที่เงินดอลลาร์จะเผชิญแรงขายทำกำไรและย่อตัวลงบ้าง
ทั้งนี้ แม้ว่า บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จะช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลงบ้าง หลังการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมากจากช่วงก่อนหน้า แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลงบ้าง สอดคล้องกับสัญญาณจาก Pentagon Pizza Index ที่ยังอยู่ในระดับ DOUGHCON 4
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อีกครั้ง ตามแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia -5.5% ที่แม้จะรายงานผลประกอบการที่เติบโตแข็งแกร่งและดีกว่าคาด ทว่า แนวโน้มการเติบโตของรายได้และผลกำไรของ Nvidia กลับไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดตื่นเต้น เหมือนในช่วงก่อนหน้า ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนในธีม AI และผลตอบแทนของบรรดาบริษัทที่ได้ทุ่มเงินลงทุนในธีม AI ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มการเงิน และกลุ่มเทคฯ Software ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.54% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.18%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาย่อตัวลงเล็กน้อย -0.05% กดดันโดยแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML -4.4% ไม่ต่างกับภาพที่เกิดในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่าโดยรวมตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่โซน 4.00% ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ทว่า การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไป หลังผู้เล่นในตลาดยังคงรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติมที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่าง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะรับรู้ในช่วงสัปดาห์หน้า และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่หนุนความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ ทว่าการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกจำกัดลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไรและการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า จังหวะการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ กอปรกับ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดูคลี่คลายลงบ้าง หลังการเจรจาของทั้งสองฝ่ายล่าสุดมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากการเจรจารอบก่อนหน้า ได้ส่งผลให้โดยรวม ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์จะใช้ประกอบการประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ FED ติดตามใกล้ชิด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีภาวะภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ เพิ่มเติม
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะสั้นและระยะกลาง จากการรวมรวบข้อมูลและประเมินโดย ธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนมกราคม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างใกล้ชิด (ความเสี่ยงยังต่ำอยู่ DOUGHCON 4 จาก 5 ระดับ https://www.pizzint.watch/ ) และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยในช่วงระหว่างวัน ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่มีแนวโน้มใช้จังหวะบรรยากาศในตลาดการเงินเริ่มกลับสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงในการทยอยขายทำกำไรสถานะถือครองสินทรัพย์ไทยได้ ซึ่งแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทในช่วงระยะสั้นได้บ้าง
นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือน เรามองว่า เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้นำเข้า (Month-end Flows) ที่จะทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน ยกเว้น จะเห็นการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาทองคำ หรือ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า อาจเป็นภาพที่เกิดขึ้นได้ในช่วงปลายสัปดาห์หน้า หลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ต้องออกมาแย่กว่าคาดชัดเจน
และที่สำคัญ เรามองว่า ท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่คลายกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลงบ้าง อาจกดดันให้ ราคาทองคำย่อตัวลง หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ทำให้เงินบาทจะขาดปัจจัยหนุนด้านแข็งค่าในช่วงนี้ จนกว่าประเด็นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่า เงินบาทจะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้างจากปัจจัยกดดันด้านอ่อนค่าที่ได้กล่าวไว้ในช้างต้น ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะหากเงินบาทอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้ โดยรวมเราคงมองว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways บนความผันผวนที่สูงขึ้นจากระดับค่าเฉลี่ย
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.00-31.25 บาท/ดอลลาร์




















