กางรัฐธรรมนูญสู้! สมาคมทนายความฯ ร่อนแถลงการณ์แจง 3 ข้อหาที่ กกต. ยื่นฟ้องประชาชน 6 คน ไม่ครบองค์ประกอบความผิด ชี้ชัดการถ่ายภาพ-เผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมประณาม รธน. ฉบับปัจจุบันที่ “โกงอำนาจประชาชน” ในการถอดถอนผู้ใช้อำนาจมิชอบ ยันพร้อมเป็นทนายสู้คดีให้ฟรีจนถึงที่สุด
เมื่อวันที่28 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ที่มีนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ เป็นนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้แถลงการณ์ มีใจความว่า
ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามให้ดำเนินคดีกับประชาชนจำนวน 6 คน ที่ติดตามตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งใหม่ที่เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร กล่าวหาว่าประชาชนทั้งหกขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของกรรมการเลือกตั้งประจำหน่วย กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ เป็นอั้งยี่ เปิดเผยความลับของผู้อื่น และกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ นั้น
สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วมีความเห็น ดังนี้
- การกระทำของประชาชนทั้งหกมิได้เกิดจากแรงจูงใจทางอาญา (criminal motive) อันเป็นมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ผู้กระทำตกลงใจกระทำความผิดที่มีโทษทางอาญาหากแต่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง (political motive) เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การกระทำของประชาชนทั้งหกจึงขาดเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญา อีกทั้งการกระทำยังไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามข้อกล่าวหา การกระทำของประชาชนทั้งหกจึงไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายใด ดังนี้
(1) การติดตาม ตรวจสอบ และสังเกตการเลือกตั้ง โดยมีการบันทึกภาพและถ่ายภาพมิได้เป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฏหมาย ประกอบกับไม่มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดร้องทุกข์กล่าวหาว่าบุคคลทั้งหกขัดขวางการเลือกตั้ง การกระทำของประชาชนทั้งหกจึงไม่เป็นความผิดฐานขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งตาม มาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560
(2) การตรวจสอบการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหกมีเจตนาเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นกระกระทำภายในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ทั้งยังเป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมิได้มีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฏหมาย จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตาม มาตรา 209 และเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะมิได้ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จึงไม่เป็นความผิดฐานเปิดเผยความลับตาม มาตรา 322
(3) การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง กระทำไปเพื่อให้เกิดการตรวจสอบโดยมีเจตนาเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ จึงไม่ใช่การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือปลอมโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือต่อความมั่นคงด้านต่างๆ ของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน จึงไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
- สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยเห็นว่า การกระทำของประชาชนทั้งหกมีลักษณะเป็นการตรวจสอบการจัดการการเลือกตั้งของ กกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ใช้อำนาจรัฐ โดยมีเจตนาเพื่อให้การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมิได้มีการกระทำใดที่เอนเอียงหรือเข้าข้างผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด การกระทำดังกล่าวจึงเป็นไปตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญตามแนวนโยบายแห่งรัฐที่บัญญัติให้รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ทั้งนี้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือในกฎหมายอื่น ประชาชนจึงมีสิทธิและเสรีภาพที่จะกระทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคหนึ่ง การที่ กกต. นำเอาการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับประชาชนจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และอาจเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา โดยรู้อยู่ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตาม มาตรา 172 และ 173 แห่งประมวลกฎหมายอาญา การกระทำดังกล่าวจึงเป็นที่น่าละอาย และสมควรถูกถอดถอน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้โกงอำนาจของประชาชนที่จะถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ
สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยจึงขอท้วงติงและตำหนิการแจ้งความร้องทุกข์ของ กกต.และเรียกร้องให้ กกต. ได้ไปถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าว พร้อมกับออกมาขอโทษประชาชนที่จัดการเลือกตั้งได้ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือจนตกเป็นภาระแก่ประชาชนที่ต้องออกมาติดตามตรวจสอบ ทั้งที่เป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของ กกต. ซึ่งทำงานโดยได้รับเงินเดือนและค่าใช้จ่ายจากภาษีอากรของประชาชน กกต. จึงควรสำนึกในบุญคุณของประชาชน สำนึกว่าประชาชนเป็นเจ้านายและต้องปฏิบัติหน้าที่ให้คุ้มกับเงินเดือนที่ประชาชนจ่ายให้ หากเสร็จการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งนี้แล้วก็ควรลาออกไปเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประเทศชาติและประชาชนต่อไป
อนึ่ง สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ยินดีให้บริการทางกฎหมายกับประชาชนที่ถูกกกต. ร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และยินดีจะเป็นทนายความเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ กกต. ในเรื่องดังกล่าว




















