“เทพไท” ออกโรงฉะประธานสภาฯ ทำหน้าที่น่าผิดหวัง ชิงปิดประชุมหลังโหวต “อนุทิน” นั่งนายกฯ อีกสมัย เมินกระทู้ร้อนวิกฤตน้ำมันขาดแคลน ชี้เสียโอกาสกระชากหน้ากาก “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน หลังรัฐบาลประสานเสียงเพี้ยน รองนายกฯ บอกมีคนโกง แต่นายกฯ โยนบาปให้ประชาชนกักตุนเอง!
เมื่อวันที่ 20 มี.ค.นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส.ประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความระบุว่า ใครคือ ไอ้โม่ง กักตุนน้ำมัน
เมื่อวานนี้(วันที่ 19 มีนาคม 2569) มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี และที่ประชุมได้ลงมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง ระหว่างที่มีการพิจารณาคุณสมบัติ ได้มีการอภิปรายถึงความเหมาะสม ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน โดยมีประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องราคาน้ำมันแพง และน้ำมันขาดแคลน จนมีการประท้วงกันไปมาว่า ไม่เกี่ยวข้องกับญัตติการอภิปราย เรื่องคุณสมบัติของผู้เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ในที่สุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอว่า หลังจากลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรควรจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปราย ญัตติที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันแพง น้ำมันขาดแคลน หรือแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จนถึงช่วงสุดท้ายของวาระการเลือกนายกรัฐมนตรี ยังมีการเสนอจากสมาชิกของพรรคประชาชน ที่ต้องการให้มีการอภิปรายหลังจากวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีจบแล้ว แต่เมื่อได้ประกาศผลคะแนนของผู้เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือนายอนุทิน ชาญวีรกูลแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ปิดประชุมทันที
จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าไม่รักษาคำพูด ชิงปิดประชุมสภา หนีการเสนอญัตติ หรือการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันแพง และน้ำมันขาดแคลน
ในฐานะที่ผมเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อน ผมเห็นว่าถ้าหากประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดโอกาสให้มีการอภิปรายญัตติที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติน้ำมัน จะได้ประโยชน์ในหลายประการ เช่น
1.จะทำให้ประชาชนเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎร เป็นที่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อบ้านเมืองมีปัญหาวิกฤติ หรือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ได้ใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นสถานที่หาทางออก แก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง โดยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก ในการนำปัญหาไปแก้ไข
2.จะเป็นการเปิดโอกาสให้ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งมาใหม่ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ได้นำความเห็นหรือความเดือดร้อนของประชาชน มาบอกกล่าวถึงรัฐบาล ผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ว่า ประชาชนในต่างจังหวัดเดือดร้อนอย่างไร และปัญหาน้ำมันแพงน้ำมันขาดแคลน ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัด มากกว่าในกรุงเทพด้วยซ้ำไป
3.จะทำให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลใจกว้าง ไม่ใช่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ของรัฐบาล ที่รีบเร่งจะให้มีนายกรัฐมนตรี โดยเปิดสภาโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จ ก็ปิดสภาหนี ถ้าหากมีญัตติที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนเข้ามาพิจารณาพ่วงด้วย จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่า สภาเห็นความสำคัญความเดือดร้อนของประชาชนด้วย
4.รัฐบาลจะได้รวบรวมปัญหา ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นำเสนอ และสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ รวมไปถึงแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลน น้ำมันแพงที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ซึ่งรัฐบาลกำลังระดมความคิดในการแก้ปัญหา ถ้าได้ระดมความคิดจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติผู้แทนของประชาชนด้วย
จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรรีบปิดประชุมเสียก่อน ไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนของประชาชน ได้แสดงความคิดเห็น อย่างน้อยจะได้เคลียร์ปัญหาว่า เรื่องใครอยู่เบื้องหลังน้ำมันขาดแคลน หรือน้ำมันแพง หรือไอ้โม่งคนไหน หรือมีไอ้โม่งหรือไม่ เพราะมีการถกเถียงกันว่า ใครคือไอ้โม่ง
เมื่อรองนายกรัฐมนตรีออกมากล่าวหาและจะตรวจสอบน้ำมันหายไปไหน ไอ้โม่งคนไหนที่กักตุนน้ำมัน ในขณะที่นายกรัฐมนตรี กลับบอกว่าไม่มีไอ้โม่ง ส่วนไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน น้ำมันที่ถูกกักตุนคือประชาชนกักตุนไว้ใช้เอง
ซึ่งจะได้ซักไซ้ไล่เลียงและจะได้นำข้อมูลมายันกันว่า ไอ้โม่งมีจริงหรือไม่ หรือว่าใครคือไอ้โม่ง สังคมก็จะได้คำตอบ



















