สธ.เช็กสต็อกยาละเอียดยิบ หลังประเมินสถานการณ์ ราคายา-เวชภัณฑ์พุ่งแน่ 10% มอบองค์การเภสัชฯ สำรองจ่าย ซื้อยานอกการผลิต ช่วยรพ.ขาดสภาพคล่อง ปลัดสธ.แจง ร่วมสปสช.โอนงบล่วงหน้า 5,450 ล้านบาท จ่ายหนี้คงค้างของเก่าก่อน ส่วนอนาคตหากราคายาสูงขึ้นจริง เตรียมของบเพิ่ม
เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมทางไกล (Web Conference) การเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณี สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา 13.30 น.
นายพัฒนา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมอีโอซี เพื่อตอบรับกับสถานการณ์สู้รบที่ตะวันออกกลาง โดยประชุมรวมทั่วประเทศครั้งแรก จากก่อนหน้านี้มีการปรชะชุมเฉพาะหน่วยงานกรมต่างๆ ศูนย์ต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์การสู้รบ สถานการณ์ยา และเวชภัณฑ์ต่างๆ ให้ตรงกัน ซึ่งยืนยันว่ายังไม่มีสัญญาณการขาดยาและเวชภัณฑ์ จากปัจจุบันเรามีสต็อกเฉลี่ย 3 เดือน บางชนิดมี 2 เดือน บางชนิดมี 6 เดือน ดังนั้นจึงยังไม่ขาด แต่แนวโน้มที่เราพิจารณาและเห็นตรงกัน คือ ยา และเวชภัณฑ์จะมีราคาแพงขึ้นหากสงครามมีการลากยาวออกไป
ดังนั้นเราจึงหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งแม้ไม่มีอำนาจมากในการควบคุมราคา แต่เราสามารถตรวจสอบถึงระยะเวลาที่ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้ายาว่านำเข้ามาเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ ทราบว่าเป็นสต็อกเดิมต้นทุนเดิม หรือสต็อกใหม่ ต้นทุนใหม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการปรับราคาสูงขึ้นจนเป็นภาระกับคนไข้ นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงบรรจุภัณฑ์ที่อาจมีต้นทุนสูงขึ้นทาง อย.ก็ได้มีการประกาศทำฟาสต์แทรกส์สำหรับผู้ประกอบการที่จะปรับปริมาณยา หรือแพคเกจให้ยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงการขึ้นทะเบียนยาสมุนไพร เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในแต่ละโรงพยาบาล
เมื่อถามว่า คาดการณ์ว่าจะมีการรับราคายา และเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ นายพัฒนา กล่าวว่า ยาแต่ละตัวที่ปรับขึ้นคงแตกต่างกัน แต่ถ้ามองในภาพรวม ค่าการขนส่งต่างๆ คาบรรจุภัณฑ์ต่างๆ คิดว่าไม่น่าจะเกิน 10 % ในแต่ละตัว แต่มีการพุดคุยกันอีกว่าให้องค์การเภสัชกรรมไปศึกษา และพิจารณาซื้อยาที่องค์การฯ ไม่ได้ผลิต แต่ทางรพ.ใช้อยู่ ก็ให้องค์การฯ เป็นผู้ซื้อจากภายนอก หากบางรพ.ทีติดขัดเรื่องกระแสเงิน ก็ให้องค์การฯ พิจารณาว่าจะสามารถซื้อมาให้รพ.ใช้ก่อนได้หรือไม่คิดว่ามีแนวโน้มพอทำได้ หากระยะยาวราคายา และสถานการ์ไม่ดีขึ้นในระยะสั้น
เมื่อถามต่อว่า ราคายาที่อาจจะเพิ่มขึ้นนั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับการปรับราคายาที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้น เราพยายามไม่ให้มีการปรับขึ้นใน 3 เดือนนี้ เพราะ 3 เดือนนี้ คิดว่าน่าจะเป็นยาสต็อกเก่า แต่อย่างที่บอกว่า การนำเข้ายานั้นเราจะเห็นผ่านอย. ว่าแต่ละล็อตนำเข้ามาเมื่อไหร่ หากนำเข้าก่อนเกิดเหตุการณ์ ก็ไม่ควรผลักภาระให้ผู้บริโภค อย่างเมื่อ 2 – 3 วันก่อน มีประเด็นว่ายาอัลไซเมอร์ขาด เมื่อตรวจสอบแล้วจากฐานข้อมูลอย.ก็พบว่าไม่ได้ขา และยังมีสต็อกที่เพิ่งนำเข้ามาใหม่เมื่อ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นยืนยันว่าควบคุม และตรวจสอบใกล้ชิด
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีเด็นราคายาสูงขึ้น แต่ขณะนี้มีข้อกังวล รพ.ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน จะมีเงินมาจ่ายค่ายา กรณีปรับราคาสูงหรือไม่ ว่า เรื่องสภาพคล่องทางการเงินที่มีปัญหานั้น เชิงระบบทางสธ.และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ได้มีการปรับแก้ร่วมกัน และได้เพิ่มเงินเข้าไปให้ รพ.ต่างๆ แล้ว โดยที่ผ่านมาได้จัดสรรงบประมาณ 5,450 ล้านบาท โดยโอนเงินล่วงหน้าไปให้ทั้งผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน ดังนั้น เงินที่ลงไปก็คาดหวังว่าจะชำระหนี้ค่ายาได้
“ภาพใหญ่ของปี 2569 นี้ คาดว่าการขาดทุนจากกองทุนบัตรทองจะลดลง จากปีที่แล้วขาดทุนภาพรวม UC 1.7-1.8 หมื่นล้านบาท รพ.มีปัญหาเรื่องแคชโฟลว์ ทำให้ติดหนี้ค่ายา และค่าอื่นๆ เราจึงหารือกับสปสช.จนได้เงินมาล่วงหน้าก่อน 5,450 ล้านบาท ก็จะจ่ายหนี้ค่ายา ลดระยะเวลาค้างจ่ายจาก 9 เดือน 10 เดือน เป็น 6 เดือน” นพ.สมฤกษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าหากราคายาสูงขึ้น จะพอจ่ายอีกหรือไม่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ถ้าถามถึงเหตุการณ์ข้างหน้า ก็เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม เพราะจริงๆ เดิมทีต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของรพ. โดยเฉพาะผู้ป่วยในไม่เพียงพอ อย่างข้อมูลที่ดีเฟนไว้คือค่าน้ำหนักสัมพัทธ์โรคที่ Relative Weight หรือ ค่า RW ละ 13,000 บาท แต่ที่ผ่านมาเราได้ 8,350 บาท (รวมเงินเดือน) ซึ่งตั้งเป้าปี 2570 ว่าจะขอเพิ่มค่า RW เป็น 10,000 บาท เพื่อให้ได้ใกล้เคียงต้นทุนจริงมากที่สุด หากราคายาปรับสูงขึ้นก็ต้องเสนอข้อมูลจริงทั้งหมด.



















