เปิดสถิติความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือวิกฤตโลก พบคนใต้เชื่อมั่นสูงสุดกว่า 70% ขณะที่คนกรุงและคนรุ่นใหม่เกินครึ่งส่ายหน้าไม่มั่นใจผลงาน ประชาชนส่วนใหญ่ย้ำรัฐบาลควร “วางตัวเป็นกลาง” และยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก
เมื่อวันที่ 27 มี.ค.สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง”โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll
มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 14 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 13 – 16 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง
โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. ผลกระทบที่กังวลมากที่สุด จากสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่าน
78.9% กังวลผลกระทบราคาน้ำมัน/ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น (ขนส่ง–อาหาร–ค่าเดินทาง) สูงสุดแบบทิ้งห่าง
รองลงมา 9.3% กังวลข้อมูลเท็จ–ข่าวลวงที่ทำให้สังคมตื่นตระหนก/แตกแยก
5.8% กังวลความเสี่ยงด้านพลังงาน/สินค้านำเข้า–ส่งออกสะดุดจากเส้นทางเดินเรือ
5.4% กังวลต่อความเสี่ยงก่อการร้าย/เหตุความไม่สงบที่ลุกลามในภูมิภาค
0.6% กังวลความปลอดภัยคนไทยในต่างประเทศ/แรงงานไทยในตะวันออกกลาง
➡ สะท้อนว่า ประชาชนกว่า 3 ใน 4 มีความกังวลเรื่องปากท้องมากกว่ามิติความมั่นคง/การทูต
ขณะเดียวกัน การที่ข่าวลวง–ข้อมูลเท็จขึ้นมาเป็นความกังวลลำดับรอง ยังสะท้อนว่าสังคมไทยไม่ได้ห่วงแค่ภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังกังวลต่อความสับสน ความตื่นตระหนก และความแตกแยกที่อาจเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนด้วย
2. ประชาชน “เสียงแตก” เกือบครึ่งเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่รับวิกฤตตะวันออกกลางได้ แต่สูสีกับเสียงไม่มั่นใจ
46.2% “ค่อนข้างเชื่อมั่น–เชื่อมั่นมากที่สุด” ต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง สหรัฐ–อิหร่าน
40.4% “ไม่ค่อยเชื่อมั่น–ไม่เชื่อมั่นเลย”
13.4% “ไม่แน่ใจ”
➡ แม้ตัวเลขความเชื่อมั่นจะนำอยู่เล็กน้อย แต่สัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นก็ยังสูงจนมีนัยสำคัญ จึงยังไม่อาจตีความได้ว่ารัฐบาล “สอบผ่าน” ในสายตาประชาชนอย่างชัดเจน
ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
3. “คนกรุง–Gen Z” ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลแก้ผลกระทบสงคราม นำสวนทาง “คนใต้–วัยเก๋า”
ภาคใต้เชื่อมั่นสูงสุด (70.4%) รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (53.9%) และภาคเหนือ (36.8%)
กรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงสุด (57.6%) รองลงมา ภาคกลาง (56.0%) และภาคตะวันออก (51.7%)
กลุ่ม Baby Boomer เชื่อมั่นสูงสุด (53.1%) รองลงมา Gen X (47.6%) และ Gen Y (47.1%)
Gen Z เป็นกลุ่มเดียวที่ส่วนใหญ่ “ไม่เชื่อมั่น” สูงสุด (49.0%)
➡ ความไม่เชื่อมั่นของ “คนเมือง คนรุ่นใหม่ และพื้นที่เศรษฐกิจใหญ่” อาจสะท้อนทั้งความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เข้มข้น และความคาดหวังต่อประสิทธิภาพรัฐที่สูงกว่า
รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากขึ้นกับความรวดเร็ว ความโปร่งใส และการสื่อสารมาตรการที่จับต้องได้
4. คนไทยเกินครึ่งหนุนรัฐบาลใหม่ “วางตัวเป็นกลาง” โฟกัสอุ้มคนไทย–ผลประโยชน์ชาติ พร้อมเร่งดันมาตรการรับแรงกระแทกวิกฤตเศรษฐกิจ
52.5% เห็นว่ารัฐบาลควรวางตัวเป็นกลาง โดยเน้นช่วยเหลือคนไทยและผลประโยชน์ชาติสูงสุด
16.3% ควรให้ความสำคัญกับมาตรการเศรษฐกิจรับแรงกระแทกมากกว่าการแสดงท่าทีระหว่างประเทศ
12.8% ควรประสานความร่วมมือด้านความมั่นคง–ข่าวกรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงในประเทศ
7.3% ควรเน้นการทูตเชิงรุก เรียกร้องหยุดยิงหรือเจรจาผ่านเวทีระหว่างประเทศ
11.1% ไม่แน่ใจหรือไม่สามารถตอบได้
➡ ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลไทยเลือกข้างหรือแสดงบทบาทเชิงสัญลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ
แต่ต้องการเห็น “ความเป็นกลางแบบมีภารกิจ” คือ เป็นกลางเพื่อปกป้องคนไทย รักษาผลประโยชน์ของชาติ และลดผลกระทบที่จะย้อนกลับมาสู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะในมิติค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 14
ผลสำรวจครั้งนี้มิได้สะท้อนเพียงความกังวลใจของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แต่ยังเป็น “บททดสอบความสามารถของรัฐบาลใหม่” ในการปกป้องปากท้องและความมั่นคงในชีวิตประจำวันของประชาชน
แม้ระดับความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะยังนำอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้สังคมวางใจได้เต็มที่
ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการ 3 เรื่องควบคู่กัน คือ
ออกมาตรการลดแรงกระแทกด้านค่าครองชีพอย่างรวดเร็ว
สื่อสารข้อเท็จจริงและแผนรับมืออย่างชัดเจนต่อเนื่อง
แสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลสามารถดูแลผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตในครัวเรือนได้จริง



















